ปลูกอินทผาลัมเบื้องต้น แบบฉบับมือใหม่

0
540

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม

1.ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอินทผาลัมมากที่สุดคือดินร่วนปนทราย

2.มีระบบระบายน้ำได้ดีและมีอากาศถายเทได้สะดวก

3.ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว

4.ดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่มีสารพิ ษหรือสารเ ค มีเจือปน

5.อยู่ใกล้แหล่งน้ำเพราะอินทผาลัมต้องการน้ำมากเพื่อผลิตผลที่ดีโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งและฤดูหนาวต้องมีการให้น้ำอย่ างสม่ำเสมอ

สภาพอากาศและอุณหภูมิที่เหมาะสม

1.อินทผาลัมต้องการแสงแดดตลอดทั้งวันและต้องได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง

2.อุณหภูมิที่สามารถปลูกอินทผาลัมได้เริ่มตั้งแต่7ถึง38องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ32องศาเซลเซียส

หมายเหตุ

1.อุณหภูมิที่สูงตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของอินทผาลัมลดลง

2.อินทผาลัมสามารถทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ในช่วงสั้นๆ เพราะอินทผาลัมจะหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวในสภาวะอุณหภูมิต่ำ

ฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกอินทผาลัม

ช่วงต้นฤดูฝน แต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้ก็สามารถที่จะปลูกอินทผลัมได้ทุกฤดูกาล

การเลือกต้นพั น ธุ์ที่เหมาะสม

อินทผาลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เ พ ศ ดอกตัวเ มี ยและดอกตัว ผู้แยกอยู่กันคนละต้นกันการปลูกอินทผาลัมให้ได้ผลผลิตที่ดี จำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัว ผู้และต้นตัวเ มี ยไว้ในพื้นที่เดียวกันต้นอินทผาลัมตัว ผู้สายพั น ธุ์ที่ดี1ต้น ต่อตัว เมี ย 40ถึง50 ต้น

ขั้นตอนการปลูกอินทผาลัม

การขย ายพั น ธุ์

การขย ายพั น ธุ์อินทผาลัมสามารถทำได้ 3 วิธี คือการเพาะจากเมล็ดการแยกหน่อจากต้นแม่และการเพาะเลี้ยงเนื้อเ ยื่ อ

วิธีที่ 1 การเพาะจากเมล็ด

ข้อดีของการเพาะจากเมล็ดคือ

1.ขย ายพั น ธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว

2.มีต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่น

ข้อเสียของการเพาะจากเมล็ดคือ

1.ไม่สามารถทราบเ พ ศของต้นอินทผาลัมได้ต้องรอจนต้นออกดอก

2.คุณภาพผลอินทผาลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่เนื่องจากการผสมเกสรข้ามต้นคุณภาพของผลอินทผาลัมขนาดและรสชาติด้อยลงหรืออาจจะใกล้เคียงต้นแม่พั น ธุ์เดิม

วิธีการเพาะเมล็ดอินทผาลัม

1.ล้างทำความสะอาดเมล็ดพั น ธุ์ ให้เ ยื่ อหุ้มเมล็ดหลุดออกให้หมดผลแบบกินแห้งจะล้างทำความสะอาดได้ยากกว่าเมล็ดแบบกินสดเนื่องจากมีน้ำตาลเกาะอยู่ที่เมล็ดมากสามารถผสมน้ำย าล้างจาน

เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอาจจะต้องล้างทำความสะอาดหลายรอบสักหน่อยนะคะเพื่อป้องกันการเกิดเ ชื้ อราที่เมล็ด

2.นำเมล็ดที่ทำความสะอาดแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 ถึง 3 วัน เปลี่ยนน้ำทุก 12 ชั่วโมง หากมีมดเกาะให้ล้างทำความสะอาดเมล็ดใหม่อีกครั้ง

3.นำกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมาล้างทำความสะอาดรองก้นกล่องพลาสติกด้วยกระดาษทิชชู่ไว้หนาประมาณ 3 ชั้น พรมน้ำให้ทั่วทั้งแผ่นทิชชู่ให้เปียกแต่ไม่แฉะ ถ้าแฉะเกินไปให้เทน้ำออก

4.นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วมาจัดเรียงในกล่องพลาสติกแล้วปิดฝาให้สนิทเพื่อไม่ให้อากาศเข้าได้และรักษาความชื้นให้คงที่

5.นำกล่องไปวางไว้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนแต่ไม่โดนแสงแดด เช่น ห้องเก็บของประมาณ3ถึง5วัน รากจะเริ่มงอกออกมาเมล็ดอินทผาลัมจะงอกไม่พร้อมกันให้ทะยอยนำออกมาเพาะ

6.เมื่อรากงอกยาวประมาณ1นิ้วให้นำออกมาเพาะในถุงดำขนาด4×6นิ้ว ขึ้นไป

7.เมล็ดที่ถูกเพาะในถุงดำเมื่อมีอายุประมาณ15ถึง20วัน จะเริ่มออกแทงหน่อเล็กๆ ออกมาจากนั้นรอจนกระทั่งมีใบเลี้ยงแตกออกมาประมาณ3ใบ จึงนำไปเปลี่ยนถุงขนาดใหญ่ขึ้น

8.เมื่อต้นกล้ามีใบขนนกประมาณ3ถึง4ใบ จึงนำไปปลูกลงดิน

วิธีที่ 2 การแยกหน่อจากต้นแม่

ข้อดีของการแยกหน่อคือ

ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พั น ธุ์ทุกประการ

ข้อเสียของการแยกหน่อคือ

1.ขย ายพั น ธุ์ได้ช้าและน้อยกว่าการเพาะเมล็ดปริมาณของหน่อพั น ธุ์ขึ้นอยู่กับสายพั น ธุ์ของอินทผาลัมด้วยค่ะ

2.ลงทุนสูงราคาหน่อพั น ธุ์มีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเ ยื่ อ

หน่ออินทผาลัมจะเกิดขึ้นที่บริเวณซอกใบ ใช้เวลาประมาณ4ถึง6ปี จึงจะนำไปปลูกได้ อินทผาลัม1ต้นจะให้หน่อประมาณ20ถึง30หน่อภายใน15ปีแรก

โดยเฉลี่ย 3 ถึง 4 หน่อ ต่อปีที่สามารถแยกหน่อไปปลูกได้ สายพั น ธุ์อินทผาลัมที่ให้หน่อดี ได้แก่ พั น ธุ์ซาฮิดี (Zahidi),พั น ธุ์เบริม(Berim)และพั น ธุ์ฮายานี่ (Hayani)

วิธีการแยกหน่ออินทผาลัมจากต้นแม่

1.ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแยกหน่อคือช่วงเริ่มต้นของฤดูร้อน คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

2.เลือกใช้หน่อที่มีอายุ3-6ปีและมีน้ำหนักประมาณไม่เกิน9กิโลกรัมเพราะมีอัตราการต า ยน้อยกว่าหน่อเล็ก หน่ออินทผาลัมมีอยู่ 2 ประเภทคือหน่อที่เกิดด้านบนและหน่อที่เกิดบริเวณด้านล่างแถบโคนต้นซึ่งเ ชื่ อกันว่าเจริญเติบโตเร็วกว่าและให้ผลผลิตที่มากกว่า

3.รดน้ำให้ชุ่มเป็นเวลาหลายวันก่อนทำการแยกหน่อ

4.ขุดดินรอบหน่อให้มีระยะห่างจากหน่อพอสมควรใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายสิ่วขนาดใหญ่และคมตัดแยกหน่อออกจากต้นแม่โดยให้มีรากเหลือติดอยู่ที่หน่อไม่น้อยกว่า 2 ถึง 3 นิ้ว

ไม่ควรตัดรากให้ชิดหน่อจนเกินไปและควรตัดรากให้ขาดในครั้งเดียวเพราะทำให้หน่อเกิดความบอบช้ำได้

5.จากนั้นรวบใบของหน่อมัดไว้และตัดใบทิ้งบางส่วนเพื่อลดการคายน้ำและสะดวกในการขนย้ าย

6.ทาคอปเปอร์ซัลเฟตที่ปลายรากของหน่อและบริเวณที่แยกหน่อออกมาทั้งหน่อและต้นแม่พั น ธุ์เพื่อป้องกันการติดเ ชื้ อโ ร คต่างๆ ที่จะเข้าทำล า ยทางแผลที่เกิดจากการแยกหน่อ

7.นำหน่อที่แยกจากต้นแม่แล้ว มาอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำเป็นเวลา1ถึง2ปีเพื่อเพิ่มอัตราการรอด

8.ใส่ย ากำจัดเ ชื้ อร าเดือนละ2ครั้ง

9.เมื่ออนุบาลหน่อพั น ธุ์ตามกำหนดเวลาและหน่อพั น ธุ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์แล้วช่วงเวลาที่เหมาะในการนำหน่อที่อนุบาลไว้จนแข็งแรงแล้วมาปลูกคือช่วงต้นฤดูฝน

การไว้หน่อ

ควรไว้หน่อไม่เกิน6หน่อต่อ1ต้นเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหาร ช่วยให้หน่อแข็งแรงและต้นแม่พั น ธุ์คงคุณภาพและปริมาณของผลผลิตไว้โดยกำจัดหน่อที่มีขนาดเล็กหรือหน่อที่อยู่ด้านบนออกตั้งแต่หน่อยังมีขนาดเล็กอยู่

วิธีที่ 3 การเพาะเลี้ยงเ นื้ อ เยื่ อ

ข้อดีของการเพาะเลี้ยงเ นื้ อเ ยื่ อคือ

1.ต้นกล้าที่ได้มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พั น ธุ์ทุกประการไม่กลายพั น ธุ์

2.ผลผลิตที่ได้จากต้นกล้าของการเพาะเลี้ยงเ นื้ อเ ยื่ อมีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ

3.สามารถขย ายพั น ธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว

ข้อเสียของการเพาะเลี้ยงเ นื้ อเ ยื่ อคือ

ลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ดเนื่องจากการขย ายพั น ธุ์ด้วยวิธีนี้ ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยมากนัก จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

การดูแลต้นกล้าอินทผาลัม

การให้น้ำ

1.ในฤดูร้อนให้รดน้ำ1ครั้ง ทุกๆ วัน

2.ในฤดูหนาวให้รดน้ำ1ครั้ง ทุกๆ4วัน

3.ในฤดูฝนให้รดน้ำตามความเหมาะสมโดยตรวจเช็คสภาพผิวดินลงไป5เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ให้ใส่ปุ๋ยคอกปีละ1ครั้ง ในฤดูหนาวรอบๆ โคนต้นจากนั้นพรวนดินให้ปุ๋ยผสมเข้ากันดีกับดินเดิม

การเตรียมต้นกล้า

เมื่อต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดออกใบขนนก 3 ถึง 4 ใบ หรือต้นกล้าที่แยกหน่อจากต้นแม่พั น ธุ์ ต้องเป็นหน่อที่เพาะเลี้ยงอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำประมาณ 1 ถึง 2 ปีให้แข็งแรงก่อนจึงจะนำมาลงแปลงปลูกได้

วิธีการปลูกอินทผาลัม

1.ขุดหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตรลึกประมาณ 80 เซนติเมตรการขุดหลุมขนาดใหญ่และการเตรียมหลุมปลูกที่ดีจะทำให้อินทผาลัมเจริญเติบโตได้อย่ างรวดเร็ว

2.ระยะห่างระหว่างหลุมปลูก8×8เมตรหรือ8×10เมตร หรือ10×10เมตรสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยสามารถลดระยะห่างลงได้แต่ไม่ควรต่ำกว่า7×7เมตร

เพราะเมื่ออินทผาลัมเจริญเติบโตเต็มที่ทางใบและรากจะขย ายกว้างมากต้องการแสงแดดอย่างเต็มที่และอากาศที่ถ่ายเทนอกจากนี้ยังทำให้การดูแลหลังการปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นไปได้ง่าย

3.นำดินที่ขุดขึ้นมา 3 ส่วนผสมกับป๋ยคอก1ส่วนรองก้นหลุมโดยเหลือพื้นที่ในหลุมปลูกให้มีขนาดเท่าถุงดำหรือกระถางที่เพาะเลี้ยงต้นกล้าหรือนำดินที่ขุดขึ้นมาตากแดดไว้อย่างน้อย 7 วัน และนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมาตากแดดด้วยเช่นกันส่วนผสมของวัสดุปลูกรองก้นหลุม มีอัตราส่วนดังนี้

ดินร่วน2ส่วน ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เช่น ปุ๋ยใบก้ามปูหรือปุ๋ยละลายช้า1ส่วน ทราย,เถ้าแกลบ,แกลบดิบ,เศษถ่านดำ,ไดโลไมท์,ร็อคฟอสเฟตและเพอร์ไลท์หรือวัสดุปลูกที่สามารถระบายน้ำได้ดี1ส่วน

อินทรีวัตถุ เช่น ขุยมะพร้าว,กาบมะพร้าวสับหรือเศษใบไม้แห้ง1ส่วน ผสมทุกอย่ างให้เข้ากันแล้วใส่ลงในหลุมปลูกตามวิธีเดียวกันข้างต้น

4.นำต้นกล้าปลูกลงในหลุมกลบดินคืนให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

เรียบเรียงโดย วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here