ปลูกต้นแมงลัก ทำยังไงก็ไม่พอขาย ไม่มีล้นตลาด

0
2035

แมงลักในประเทศไทย

สำหรับแมงลักในประเทศไทย จัดว่าเป็นพืชเศรษบกิจชนิดหนึ่ง มีการปลูกแมงลัก เพื่อผลิตใบสดและเ ม ล็ ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ สามารถพบเห็นแมงลักได้ทั่วไปตามตลาด สายพั น ธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพั น ธ์ุ ศรแดง ที่มีลักษณะใบใหญ่ แหล่งปลูกต้นแมงลักพบได้ทั่วไปทั่วประเทศ

ลักษณะของต้นแมงลัก

ต้นแมงลัก เป็นพืชล้มลุก อายุสั้นไม่ถึง 1 ปี นิยมกินเป็นอาหาร ต้นแมงลัก สามารถขย ายพั น ธ์ุได้โดยการปักชำและการเพาะเ ม ล็ ดพั น ธ์ุ ลักษณะของต้นแมงลัก มีดังนี้

1.ลำต้นของแมงลัก เ นื้ อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเป็นทรงเหลี่ยม เปลือกลำต้นสีเขียว มีระบบรากเป็นแก้วและรากฝอย รากของต้นแมงลักสามารถลึกได้ถึง 30 เซ็นติเมตร

2.ใบแมงลัก ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ

3.ดอกแมงลัก ลักษณะของดอกออกเป็นช่อ ดอกออกเป็นกระจุก กลีบดอกสีเขียว

4.เ ม ล็ ดแมงลัก อยู่ภายในดอกแก่ของต้นแมงลัก เ ม ล็ ดแมงลักมีลักษณะรีแบน สีดำ สามารถนำมาขย ายพั น ธ์ุได้

สรรพคุณของแมงลัก

สำหรับการใช้ประโยชน์จากแมงลัก ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโ s ค นั้นใช้ประโยชน์จาก ใบแ ม ล งลักและ เ ม ล็ ดแมงลัก โดยรายละเอียดของสรรพคุณของแมงลักมีดังนี้

1.เ ม ล็ ดแมงลัก สรรพคุณย าระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว ลดอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น เสริมการสร้างกระดูก ป้องกันโ s คกระ ดู กเ สื่ อ ม ช่วยอาการของโ s คกระเพาะอาหารอั กเ ส บ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนัก

2.ใบแมงลัก สรรพคุณช่วยบำรุงเ ลื o ด ป้องกันโ s คโลหิตจาง บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา แก้เ จ็ บคอ แก้ไอ ช่วยขับเ ส ม หะ รักษาไ ข้หวัด แก้ท้องอื ดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ป้องกันโ s คกระเพาะอาหารอั ก เ ส บ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษากลากน้ำนม

การเก็บเกี่ยว

แมงลักจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 1/2 เดือน การเก็บเกี่ยวเริ่มในราวกลางเดือนธันวาคมระยะที่จะเก็บเกี่ยวสังเกตได้จากช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของต้น การเก็บเกี่ยวทำโดยตัดทั้งต้นตรงโคน แล้วนำมาวางตากแดดโดยวางนอนหรือคว่ำต้นลง จากนั้นก็จะมัดหลายๆต้นรวมกันเป็นฟ่อน ทิ้งไว้ให้แห้งดีทั่วกัน

การกระเทาะเ ม ล็ ดจะทำโดยการฟาดให้เ ม ล็ ดหลุดร่วงจากดอก แต่เ นื่ องจากในขณะที่ช่อดอกแห้งกลีบเลี้ยงจะปิดทำให้เ ม ล็ ดหลุดออกย าก แต่ถ้ากลีบเลี้ยงได้รับความชื้นจะเปิดออกเ ม ล็ ดจะหลุดออกมาง่าย

การทำให้กลีบเลี้ยงเปิด เกษตรกรใช้วิธีนำฟ่อนของต้นแมงลักจุ่มลงในถังน้ำหรือบ่อน้ำประมาณ 10 วินาที หรือใช้น้ำฉีดไปที่ฟ่อนแมงลักก็ได้ จากนั้นนำมาวางคว่ำผึ่งไว้ประมาณ 1/2 – 1 ชั่วโมง

จึงฟาดเอาเ ม ล็ ดออกในบางแห่งใช้วิธีวางคว่ำตากน้ำค้างตอนกลางคืนแล้วฟาดเอาเ ม ล็ ดออกในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น การให้ช่อดอกแมงลักถูกน้ำต้องให้พอดี เพราะถ้าเปียกมากเกินไปเ ม ล็ ดจะพองเสียหาย แต่ถ้าแห้งเกินไปเ ม ล็ ดจะหลุดออกมาได้ย าก

ลานสำหรับฟาดแมงลักมักจะปูพื้นด้วยผ้าพลาสติกหรือใช้มูลวัวมูลควายผสมน้ำย าลานซึ่งจะช่วยลดความชื้นที่พื้นได้ดีกว่าปูด้วยผ้าพลาสติกบนลานดังกล่าวจะทำเป็นม้าไม้ยกขึ้นในแนวเฉียง คนฟาดจะจับโคนต้นแมงลักฟาดลงไปบนไม้นั้น เ ม ล็ ดแมงลักจะหลุดร่วงออกจากดอกโดยง่าย

แต่ยังมีกลีบเลี้ยงหลุดร่วงปนลงมาบ้าง รวมทั้งเศษใบและก้านดอก จึงต้องนำมาร่อนด้วยตะแกรง 2-3 ครั้ง โดยครั้งแรกใช้ตะแกรงหย าบช่องขนาด 1×1 ตารางเซนติเมตร แล้วจึงร่อนอีกครั้งด้วยตะแกรงช่องขนาด 1/2 x 1/2 ตารางเซนติเมตร ครั้งสุดท้ายเป็นการฝัดเอาเศษผงเล็กๆ ออกหรือใช้พัดลมเป่าออกก็จะทำให้เร็วขึ้น

ผลผลิตเ ม ล็ ดแมงลัก

ผลผลิตเ ม ล็ ดแมงลักจะได้ประมาณ 120-130 กก./ไร่ หรือน้อยกว่านี้ขึ้นกับปริมาณของฝน แต่จากการปลูกแมงลักในแปลงทดลองพบว่าสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 130 กรัมต่อต้น ซึ่งจะทำให้ผลผลิตสูงกว่าที่เกษตรกรปลูกถึง 4-5 เท่า

ราคารับซื้อเมล็ดแมงลักในต้นฤดูประมาณ 14-15 บาท/กก. บางครั้งสูงถึง 20 บาท/กก. แต่ถ้าเป็นช่วงปลายฤดู ราคาจะตกลงอยู่ราว 10-12 บาท/กก.

เ ม ล็ ดแมงลักที่รับซื้อไปนั้นส่วนใหญ่นำไปขายเพื่อใช้รับประทานและใช้เป็นย า นอกจากนี้ยังส่งขายต่างประเทศแถบเอเซียบ้าง

การปลูกแมงลักนับว่าเป็นการลงทุนค่อนข้างต่ำเกษตรกรจะเสียเงินเพียงค่าจ้างไถก่อนปลูกและค่าสารกำจัดแ ม ล งเท่านั้น ส่วนการปลูกและการเก็บเกี่ยวมักจะเป็นการใช้แรงงานในครอบครัวเกษตรกรส่วนหนึ่งจึงนิยมปลูกแมงลักเพราะขายได้เร็ว ราคาพอสมควรและเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก

แหล่งที่มา https://beezab.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here