ไม้แดง ไม้เศรษฐกิจล้ำค่า เนื้อไม้ลายสวย ทนทาน ราคาสูง

0
2216

ลักษณะทั่วไปของพั น ธุ์ไม้แดง

แดงเป็นไม้ผลผัดใบขนาดใหญ่สูงประมาณ 20- 30 เมตร บางครั้งจะพบสูงถึง 30- 37 เมตร และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30- 120 ซม.
ลำต้น

แดงจะเปลาตรง โดยปกติจะมีความสูงถึงกิ่งแรก 12 เมตร ขึ้นไปแต่ในสภาพที่ดินตื้นไม่เหมาะสมกับการ เจริญเติบโตบางครั้งลำต้นจะเล็กและคดงอจะแตกกิ่งต่ำมีพุ่มใบมาก เปลือกเรียบสีเทาอมแดงตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบางๆ รอบลำต้น เมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง เ นื้ อไม้มีสีน้ำตาลแดงหรือสีแดงเรื่อๆ ละเอียด เสี้ยนเป็นลูกลื่น

ใบ

จะเป็นแบบ bipinnate และ paripinnate ใบเรียงตัวแบบ spiral ใบย่อยรูปไข่ ( ovate ) ฐานใบแบบ oblique ใบมันขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมมน (acute) เส้นใบแบบ netted ใบแก่ไม่มีขนปกคลุมหรืออาจจะมีขนประปรายด้านท้องใบเล็กน้อย ระหว่างใบมีตุ่มเล็ก ๆ สังเกตได้ชัดเจน

ดอก

ไม้แดงจะสีเหลือง ขนาดเล็กเป็นแบบ compound head คือชิดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยวๆ หรือแตกกิ่งก้านหรือขึ้นเป็นกลุ่มๆ เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อ ประมาณ 1.4 ซม. ก้านช่อดอกย าว 2- 5 ซม. มีขนาดปกคลุมประปราย กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกันคล้ายรูประฆัง ตรงปลายแยกออก เป็น 5 กลีบ มีขนสีเหลืองปกคลุม กลีบดอก 5 กลีบ ติดกันเล็กน้อยที่บริเวณฐาน เกสรตั ว ผู้มี 10 อัน แยกจากกันเป็นอิสระยื่นออกมานอก ดอก

ผล

เป็นฝักเรียบ ไม่มีขนปกคลุม เมื่อฝักหนึ่งจะมีเ ม ล็ ด ประมาณ 6-10 เ ม ล็ ด หลังจากผลัดใบแล้ว ดอกจะออกมาพร้อมกับใบอ่อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายนและพัฒนาการจนเป็นผลประมาณ 11 เดือน ฝักจะแก่ราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมระบบรากของไม้แดงจะมีรากแก้ว

โดยรากอันแรก ( primary root )นี้ เจริญออกมาจากส่วนradicle จะหยั่งลึกลงไปในดิน รากอันแรกจะย าว หนา แข็ง รากอายุน้อยจะมีขนสั้นอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ รากอันแรกนี้จะแ ท งลึกลงไปในดิน รากแขนงเจริญเติบโตจากรากแก้วมีจำนวนมากและแผ่กระจายออกไปในแนวระดับ

การกระจายพั น ธุ์ตามธรรมชาติ

ตามธรรมชาติจะพบไม้แดงในป่าประเภทผลัดใบ ( Deciduous Forest ) ทั้งในป่าเบญพรรณ ( Mix deciduous forests ) และป่าเต็งรัง ป่าแดง

( Dry diptirocarps forest ) มีปริมาณน้ำฝนตกรายปีน้อยเฉลี่ยประมาณ 1200 มิลลิเมตร และความสูงจากระดับ ทะเลไม่เกิน 100 เมตร สภาพภูมิอากาศจะร้อนมาก

ในฤดูร้อนและหนาวจัดในฤดูหนาว บางครั้งในฤดูแล้วงป่าจะถูกไฟไ ห ม้ พรรณไม้ที่สำคัญที่พบควบคู่กับไม้แดงในป่าธรรมชาติ มะค่าโมง ตะแบก เสลา ประดู่ สัก มะเกลือ ขะเจ๊าะ เป็นต้น

การขย ายพั น ธุ์และการผลิตกล้า

การขยายพันธุ์ไม้แดงเพื่อการผลิตกล้าไม้ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการขยายพันธุ์โดยเ ม ล็ ดเท่านั้น เพราะสามารถ ผลิตกล้าได้เป็นจำนวนมากและวิธีการอื่นยังไม่ได้ทำกันอย่ างจริงจัง คงเป็นเพียงการทดลองเท่านั้น

เ ม ล็ ดไม้แดงที่นำมาเพาะควรเป็นเ ม ล็ ดที่มีคุณภาพดี มีความสมบูรณ์เต็มที่ เวลาที่ควรเก็บเ ม ล็ ดอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม บางปีอาจยืดออกไปถึงเดือนเมษายน การเก็บเ ม ล็ ดบางแห่งก็เก็บพื้นดินซึ่งค่อนข้างโล่ง การเก็บเมล็ดไม้อีกวิธีหนึ่ง คือการปีนขึ้นไปตัดเอาฝักลงมา ฝักที่เก็บควร

เป็นสีน้ำตาลแดงเขียวแห้งซึ่งยังไม่แตกออก จะทำให้ได้เ ม ล็ ดที่ค่อนข้างแก่สมบูรณ์ ฝักที่ได้นำมาตากแดดบนลานจนฝักแตกออก ทำการเก็บเ ม ล็ ดหรือแยกเ ม ล็ ดออกจากฝัก นำมาตากแดดอีก 1-2 วัน เพื่อให้เ ม ล็ ดแห้งสนิท มีความชื้นต่ำกว่า 10% ทำการคัดเ ม ล็ ดออก แล้วนำไปเก็บรักษาก่อนนำไปใช้หรือนำไปหว่านเพื่อผลิตกล้าต่อไป

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

การปลูกไม้แดงในพื้นที่ก็เช่นเดียวกับการปลูกไม้ชนิดอื่นๆ คือ ควรทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องแน่ใจว่ามีฝนตก สม่ำเสมอพอเพียงแก่การเจริญเติบโตของกล้าไม้โดยสังเกตจากความชื้นในดินเพียงพอให้รากไม้แดงมีความแข็งแรงที่จะชอนไชลงใน ระดับลึกได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ ายปลูกควรอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฏาคม การปลูกที่ล่าช้าออกไปทำให้อัตราการเ สี่ ย ง สูงขึ้นทั้งในแง่การรอดและการเจริญเติบโต

ก่อนจะทำการย้ ายปลูกประมาณ 1 เดือน ควรย้ ายกล้าไม้แดงไปในพื้นที่โล่งแจ้งให้กล้าไม้ได้รับแสงเต็มที่เพื่อทำให้กล้ามีความแข็งแรงก่อนย้ ายปลูก( Hardening) ในระยะนี้กล้าไม้ที่อ่อนแอไปทำให้ได้กล้าไม้ที่แข็งแรงจริงๆ ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง ของสภาพสิ่งแวดล้อมระยะแรก

การบำรุงรักษา

หลังจากการปลูกไม้แดงแล้ว ต้นไม้แดงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่ างดีในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้ต้นไม้สามารถต่อสู้แข่งขันกับพืชล้มลุกวั ช พื ชต่างๆ หลังจากนั้นสวนป่าไม้แดงควรได้รับการดูแลรักษาอีกประมาณ 4-7 ปีตามสภาวะท้องที่ปลูก ในช่วงแรกการดูแลรักษาจะต้องไม่ให้กล้าไม้ถูกวั ช พื ชปกคลุม

โดยการกำจัดวั ช พื ชเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าวัชพืชเริ่มโตถึงขั้นแย่งแสงกับกล้าไม้ที่ปลูก อาจกระทำโดยการถากรอบโคนต้นรัศมี 50 ซม.รอบต้น หรืออาจทำการถางช่องในแต่ละแถวในแปลงปลูกในช่วง 3 ปีแรกควรด า ยวั ช พื ชอย่ างน้อย 3ครั้ง/ปี ช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม

กลางฤดูฝนเดือนกรกฎาคมและปลายฤดูฝนเดือนกันย ายน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นก็ควรดายวัชพืชอีกปีละครั้งการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ให้แข่งขันกับพืชอื่นๆ อาจจำเป็นในช่วง 3 ปีแรก เช่น การใส่ปุ๋ย 15-15-15 หนึ่งครั้ง ประมาณ 50 กรัม/ต้น รอบโคนต้นไม้แดง

แหล่งที่มา https://www.dnp.go.th

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here