23.1 C
Paris
วันเสาร์, กรกฎาคม 20, 2019
หน้าแรก บล็อก หน้า 36

ไก่ญี่ปุ่น “โมยี ชาโมะ” น้ำอดน้ำทนดีเยี่ยม เหมาะกับสายเชิงของไทย

0

ไก่ชนโมยี ชาโมะ สำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาต่อยอดสายของตนเองไก่ชาโมะเป็นอีกหนึ่งสายที่น่าสนใจเลยทีเดียว ด้วยลักษณะเด่น ตัวโต โครงสร้างใหญ่ แข็งแรง หากคัดเลือกเหล่ากอดีๆ นำมาพัฒนากับไก่ไทยหรือพม่า เราจะได้ไก่รอยใหญ่เป็นมาตรฐานต่อไปในอนาคตผมคิดว่ามีหลายๆ ซุ้มนำเข้ามาพัฒนาแล้วตอนนี้ ส่วนท่านที่สนใจ ลองศึกษาข้อมูลดูก่อนครับ“ไก่โมยี ชาโมะ”(Mojee shamo)”เป็นไก่ญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ มีโครงสร้าง คล้ายไก่ไทย โดยมีข้อมูลกล่าวกันว่าในสมัยเอโดะ ปี พ.ศ. 2146 ชาวญี่ปุ่นเริ่มนำเข้าไก่จากประเทศไทยแล้วนำไปพัฒนาจนมีลักษณะเด่นเฉพาะและตั้งชื่อสายไก่จากเมืองไทยว่า ชาโมะ (Shamo) ลักษณะเด่นคือ เป็นไก่ชนขนาดใหญ่ ตัวโต ตัวผู้มีน้ำหนักตั้งแต่ 3.0-7.0 กิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยยประมาณ 4 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียหนักประมาณ 3.0 – 4.5 กิโลกรัม
สีสันมีมากมายเหมือนกับไก่ไทยโดยสีหลักคือ สีกรดแดง สีเหลืองหางดำ สีกรดดู่หางดำ สีขาว สีลายเบี้ยข่อย ฯลฯ สำหรับความแข็งแรง“ไก่โมยี ชาโมะ” จะสูสีไก่บราซิลแต่ไม่ค่อยมีลีลามากเหมือนไก่ไทย

ทีเด็ดเกล็ดพิฆาต ศาสตร์เกล็ดไก่คนโบราณกาลได้รวบรวมไว้ได้ดีมาก

0

ไก่ชนที่ทั้งสวยและเก่ง ล้วนทำให้ผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในวงการไก่ชนปรารถนาอยากครอบครองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีราคาสูงเพียงใด หากมีกำลังทรัพย์เพียงพอแล้วไซร้ ผู้นั้นย่อมแสวงหามาประดับบารมี ด้วยอานิสงส์ของการได้เป็นเจ้าของไก่ชนลักษณะดีพร้อมและฝีเท้าเก่งกล้านั้น หมายถึงตัวเงินที่จะได้จากการชนะเดิมพันจากสังเวียนชนไก่จำนวนมหาศาล กล่าวถึงสมัยก่อนกว่าจะได้ไก่เก่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงแม้วงการไก่ชนจะมีช้ามานาน แต่ด้วยการสื่อสารและคมนาคมที่ยากลำบาก ทำให้ดูว่าวงการไก่ชนในสมัยก่อนนั้น ดูแสนจะกว้างไกลซะเหลือเกิน ต่างจากสมัยนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เราได้ติดต่อสื่อสารกับคนภายนอกได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ถ้าอยากได้ไก่เก่งสักตัว แค่กดหน้าจอโทรศัพท์เข้าโซเชียล ก็มีไก่เก่งให้เลือกซื้อหาเยอะแยะมากมาย ต่างจากสมัยก่อน กว่าจะได้ไก่เก่งแต่ละตัวต้องเดินทางเสาะแสวงหาไปตามที่ต่างๆที่เขาร่ำลือกัน มีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะซื้อได้ง่าย เป็นที่รู้กันว่าคนโบราณจะหวงเหล่าไก่เก่ง โดยเฉพาะไก่ตัวเมีย เหล่าไหนเก่งๆ อย่าหวังจะแบ่งแม่ไก่ให้ใครง่ายๆ นอกจากสหายรู้ใจหรือคนรู้จักมักจี่เป็นอย่างดี คนนอกต่างถิ่นหรือจะมีสิทธุิ์ ต้องใช้ความพยายามเป็นอยากมาก เทียวไปหาตีสนิทก้งเหล้าอยู่สามวันแปดวัน กว่าจะได้ไก่หนุ่มสักตัวก็เป็นเรื่องยาก สมัยก่อนนั้นถ้าผ่านไปตามที่ต่างๆ หากพบเจอไก่ชนรูปร่างลักษณะดี ก็จะถามซื้อแบบวัดดวงเป็นซะส่วนใหญ่ ไก่ชาวบ้านเลี้ยง ไม่มีเวลามาเตะให้ดูเพราะส่วนใหญ่จะทำไร่ไถนาเป็นอาชีพหลัก ตาดีได้ตาร้ายเสีย เมื่อไม่เห็นตีก็ต้องหาวิธีมาคัดสรร ตามศาสตร์โบราณที่สืบทอดต่อกันมา คือให้ดูที่เกล็ดแข้งเกล็ดขาเป็นสิ่งแรก

เกล็ดไก่ก็เปรียบได้ดังลายมือคน เช่น คนลายมือขาดตามความเชื่อว่ากันว่าจะเป็นคนมือหนักต่อยหนัก ไก่ที่มีเกล็ดพิฆาตก็เช่นเดียวกัน คือเชื่อว่าเป็นไก่สกุลสูงมีลำหักลำโค่น จิตใจเหนี่ยวแน่นและมีทีเด็ดในสังเวียน มือคนจะมีลายเส้นสมอง เส้นจิตรใจ เส้นชีวิต เป็นหลัก แข้งไก่ก็เหมือนกัน จะมีเกล็ดหน้าแข้ง เกล็ดหลังแข้ง อันเป็นตัวบ่งชี้ อนาคตของไก่ตามความเชื่อของคนโบราณ นักเลงไก่ชนสมัยก่อนจึงให้ความสำคัญกับการดูเกล็ดแข้งไก่ชนเป็นพิเศษ เกล็ดที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็จะมี (นิ้วชี้)เหน็บใน (นิ้วกลาง) ขุนแผนสะกดทัพ เสือซ่อนเล็บ (นิ้วนาง)เหน็บนอก (นิ้วก้อย)ไชบาดาล เป็นต้น แตกที่ปรายนิ้วเรียกผลาญศัตรูหรือถ้าเกล็ดแตก เหน็บแซม ทุกนิ้ว เรียกจักรนารายณ์ โบราณเชื่อว่าเป็นพญาไก่ ถือว่าเป็นไก่สกุลสูงสุด

ส่วนเกล็ดด้านหน้าอื่นๆที่พบได้โดยทั่วไป อาทิ พญาครุฑ,พันลำ,จระเข้ขบฟัน,ร่องน้ำปัดตลอด,หนุมานนั่งแทน,กำไลขนปก,ดอกจันทร์ ,ดาวล้อมเดือน ,บัวตูมบัวบาน ,กากบาท,กำไลปัดตลอด เกล็ดจำพวกนี้ก็จะมีทีเด็ดที่ต่างกันออกไปตามความเชื่อ เช่นเกล็ดกำไลขนปก เชื่อกันว่า เมื่อไก่ถูกตีเจ็บหนัก จะฟื้นตัวได้เร็วและสามารถพลิกกลับมาชนะได้ไม่ยาก หรือเกล็ดกากบาท ดาวล้อมเดือน กำไลหน้าเดือย แตกหน้าเดือย เกล็ดจำพวกนี้ก็จะมีทีเด็ดในการใช้เดือยจัด เปิดแผลเร็ว และเป็นไก่ที่ตีได้แม่นยำ ตีย้ำแผลเอามากๆ เกล็ดพญาครุฑ,พันลำ,จระเข้ขบฟัน,กำไลปัดตลอด มีความเชื่อกันว่า เป็นไก่ทีมีลำหักลำโค่น ตีได้เจ็บปวดเข้ากระดูก อนาคตได้ขึ้นสังเวียนทุกตัว.
ส่วนเกล็ดด้านหลัง หลักๆมีดังนี้ เกล็ดเดิมพัน ,เกล็ดเม็ดข้าวสาร ,เม็ดข้าวโพด ,บัวคว่ำ,บัวหงาย,สังวาลย์เพชร,สร้อยสังวาลย์,บัวแตก ,บัวแซม ,ถุงทอง เป็นต้น เกล็ดด้านหลังมีความเชื่อเน้นไปทางด้านเงินๆทองๆซะเป็นส่วนใหญ่ เช่น เกล็ดเดิมพัน ไก่ตัวไหนมีเกล็ดเดิมพัน ยิ่งเยอะยิ่งดี เกล็ดเดิมพันจะเรียงขึ้นมาจากนิ้วก้อยผ่านเดือยขึ้นเป็นแนวยาวยิ่งมากจะยิ่งดีสามารถตีเดิมพันได้สูง

 คนโบราณมักจะสัญหาคำมาเปรียบเปรยเกล็ดแข้งเกล็ดขาไก่ชน เพื่อให้ดูมีมนต์ขลัง ดูน่าเกรงขาม ชื่อที่ใช้เรียกส่วนใหญ่ก็จะมาจากอาวุธวิเศษของตัวละครในวรรณคดี เช่น จักรนารายณ์ กระบองเพชร สังวาลย์เพชร หรือเรียกชื่อตามปรากฎการธรรมชาติที่น่าสะพึงกลัวเช่น สายฟ้าฟาด ฟ้าผ่า ราหูอมจันทร์ บ้างก็เรียกตามชื่อสัตว์ดุร้ายเพื่อให้ดูมีพิษสง พญาครุฑ เสือซ่อนเล็บ งูจงอาง พญานาค เรียกสืบทอดต่อกันมาจนติดปากทั่วบ้านทั่วเมือง

การคัดเลือกไก่ตามหลักคนโบราณอีกประการหนึ่งก็คือ “นกแข้งใหญ่ ไก่แข้งเล็ก” ให้ดูที่รูปทรงของแข้งไก่ แข้งไก่แต่ละตัวก็จะต่างกันออกไป บางตัวแข้งเหลี่ยม แข้งกลม แข้งเล็กเรียว บางตัวก็แข้งหลุม แข้งลีบแบน คนโบราณมักจะชอบไก่แข้งกลมเรียวเล็กดูเอิมอิ่ม เชื่อว่าเป็นไก่ตีเจ็บตีแม่น ส่วนไก่ที่แข้งแบนลีบ จะเป็นไก่ตีไม่เจ็บ ตีไม่แม่น จึงไม่นิยมเอามาเลี้ยงตี เพราะเชื่อว่าจะเก่งได้ไม่นาน รูปทรงแข้งไก่ที่นิยมถือว่าดีก็จะมี แข้งลำเทียน แข้งลำหวาย แข้งไม้คัด แข้งกระบองเพชร เป็นต้น มีเกล็ดดี ก็ต้องมีเกล็ดไม่ดีปะปนกันไปบ้าง ไก่เกล็ดต้องห้ามคือ เกล็ดอันบอด, ถอดหัวหนี, หนีเดิมพัน, เกล็ดประตูผี, เกล็ดขี้แพ้ ไก่ที่มีเกล็ดห้าชนิดนี้ โบราณเชื่อว่าไม่ควรเลี้ยงชนจะเป็นเสนียดทำให้เสียเงินเสียทอง ให้ตัดหางปล่อยวัดไปเสียก็ดี

ปัจจุบันอาจจะบอกไม่ได้ว่าไก่ตัวไหนมีเกล็ดดี มีเกล็ดพิฆาตตามตำราแล้วจะเก่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไก่เก่งเกือบทุกตัวในยุคนี้มีเกล็ดดีทีเด็ดเกือบทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า การดูเกล็ดแข้งไก่ชนนั้นนับว่าเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ที่ได้ศึกษาค้นคว้าไว้เป็นอย่างดี เป็นศาสตร์ลึกลับที่ยากจะหาคำมาอธิบาย ท่านใดที่มีความรู้ด้านนี้ก็มักจะมีไก่เก่งอยู่ไม่ขาด นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ไม่ควรมองข้าม แต่นับวันศาสตร์เหล่านี้กำลังจะถูกลืมเลือน ถูกมองข้ามจากคนยุคใหม่ ทั้งที่เป็นศาสตร์ที่สำคัญมากๆควรค่าแก่การอนุรักษ์ ให้คู่กับวงการกีฬาไก่ชนไทย
เกล็ดไก่ชนตามตำราโบราณ
พูดถึงเกล็ดแข้งไก่ชน ซึ่งเป็นความเชื่อมาแต่โบราณ นักเลงไก่สมัยก่อนจะให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เป็นหลัก การเปรียบก็จะดูสกุลไก่เป็นอันดับแรก ว่าไก่ของเรามีดีอะไรสู้เค้าได้หรือไม่ แต่ส่วนมากนักเลงไก่รุ่นใหม่จะไม่ค่อยสนใจตำราโบราณมากนัก วันนี้เลยจะมาทบทวนความรู้กันหน่อย เกล็ดสำคัญหลักๆมีอยู่4แบบด้วยกัน คือ เสือซ่อนเล็บ เหน็บชั้นใน ไชบาดาล ผลาญศัตรู เกล็ดทั้ง 4 แบบนี้ ถ้านักเลงไก่สมัยก่อนเห็นเค้าต้องร้องโอ้โห!!! ไก่ตัวไหนมีเกล็ด 4 อย่างครบทุกนิ้วคือ แตกทั้ง 8 นิ้ว เขาเรียกจักรนารายณ์ เชื่อกันว่าเป็นพญาไก่ แพ้ไม่เป็น ตีหักตีชักตีตาย (ฟังแล้วจะเหมือนว่าโม้) ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เดี๋ยวมาดูกันเลยดีกว่าครับ
1.เสือซ่อนเล็บ จะเกิดขึ้นบริเวณข้อพับหรือรอยต่อระหว่างหน้าแข้งกับส่วนของนิ้วลักษณะจะมีเกล็ดแซมขึ้นมาระหว่างเกล็ดหลักที่มีอยู่ มีตั้งแต่ 2 เกล็ดขึ้นไปเกล็ดชนิดนี้ปกติจะถูกทับหรือคลุมด้วยเกล็ดอื่นในขณะที่ไก่ยืนอยู่จะไม่เห็นเพราะหลบซ่อนอยู่ภายใน หากคลี่ออกดูจะเห็นชัดเจน

2.เหน็บชั้นใน จะเกิดขึ้นที่นิ้วใดนิ้วหนึ่ง ส่วนมากจะอยู่ที่นิ้วชี้ เป็นเกล็ดขนาดเล็กที่แทรกซ้อนขึ้นมาตั้งแต่ 1 เกล็ดขึ้นไป

3.ไชบาดาล อยู่ที่โคนนิ้วก้อย จะมีลักษณะเกล็ดแตกมากกว่า 3 เกล็ดขึ้นไปต่อลงมาระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วชี้ไปที่อุ้งเท้า

4.เกล็ดผลาญศัตรู จะมีเกล็ดที่นิ้วชี้แตกตั้งแต่ 1 เกล็ดขึ้นไป ถือเป็นไก่ที่มีสกุลสูงในสังเวียนจะไม่แพ้ใครง่ายๆ ในไก่ตัวใดที่สามารถพบเกล็ดทั้ง 4 ชนิดในตัวเดียวกัน ถือว่าเป็นสุดยอดของพญาไก่จัดเป็นสกุลสูงสุด

***นอกจากนี้ก็ยังมีเกล็ดอื่นๆ ที่พบโดยทั่วไป***
1.เกล็ดสามแถว เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบสามแถวตลอด เกล็ดแถวกลางเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วกลาง เกล็ดแถวริมในเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วชี้(นิ้วใน) เกล็ดแถวริมนอกเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วนาง(นิ้วนอก) ถ้าเรียงต่อกันแบบปูแผ่นกระเบื้องพื้น เรียกปัดตลอด ถ้าเรียงต่อกันแบบมุงหลังคา เกล็ดซ้อนกัน บนทับล่าง เรียกพญาครุฑ ถือว่าเป็นเกล็ดดี

2.เกล็ดกำไล เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบหนึ่งแถว ถ้าเรียงกันตรงลงมาถึงข้อเท้า เรียกว่ากำไลปัดตลอด ถ้าเรียงกันเฉียงลงมาถึงข้อเท้าเรียกกำไลพันลำ และยังมีอีกหลายลักษณะ ดังนี้ กำไลหนุมานนั่งแท่น กำไลขนปก กำไลคาดเดือย กำไลเหนือเดือยและกำไลใต้เดือย กำไลฟ้าผ่าหรือกำไลเพชร (ดูได้จากรูปกระกอบ)
3.จระเข้ขบฟัน เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบสองแถว ถ้าเรียงกันสองข้างตรงตลอด ถึงข้อเท้าเรียก ร่องน้ำปัดตลอด ถ้าเรียงสลับขบสับกันสองแถว ตลอดถึงข้อเท้า เรียกจระเข้ขบฟันถือว่าดี

4.เกล็ดดาวล้อมเดือนหรือดอกจันทร์ ลักษณะจะมีเกล็ดเล็ก 1 เกล็ดอยู่ตรงหน้าเดือยหรือใต้เดือยและมีเกล็ดอื่นๆล้อมรอบอีก 4-5 เกล็ด ถือว่าดี

5.เกล็ดบัวตูมบัวบานคล้ายกับดาวล้อมเดือน หากเกล็ดที่อยู่ตรงกลางมีขนาดเล็กล้อมรอบด้วยเกล็ดใหญ่ เรียกว่าเกล็ดบัวตูม แต่หากเกล็ดตรงกลางใหญ่ล้อมรอบด้วยเกล็ดเล็ก จะเรียกว่าเกล็ดบัวบาน ถือเป็นเกล็ดพิฆาตเช่นกัน
6.เกล็ดกากบาท ที่บริเวณหน้าเดือยจะมีเกล็ดมาเรียงกัน โดยที่รอยแตกของแต่ละเกล็ดอยู่ในแนวเดียวกันหรือต่อกันเป็นรูปกากบาทถือเป็นเกล็ดพิฆาตตีสลบตีตายหากมีทั้งสองข้างจะดี

7.เกล็ดเดิมพัน เป็นเกล็ดที่บอกได้ว่าไก่ตัวนั้นๆเข้าเงินเดิมพันได้ดีหรือไม่ดี เพราะถือว่าเป็นเคล็ดหักล้างกัน เกล็ดนี้จะดูได้จากแถวของเกล็ดที่เรียงขึ้นมาจากนิ้วก้อยผ่านเดือยขึ้นเป็นแนวยาวยิ่งมากจะยิ่งดีสามารถตีเดิมพันได้สูง แต่หากมีน้อยแสดงว่า เข้าเดิมพันไม่ดี บางรายเชื่อว่าสามารถตีครั้งไหนจะชนะหรือแพ้ โดยดูจากการเรียงของเกล็ด เช่น หากมีเกล็ดขัดอยู่ในแถวที่ 4 แสดงว่าครั้งที่ 1-3 จะดี แต่ ครั้งที่ 4 จะแพ้ให้ แก้เคล็ดโดยการตีเดิมพันต่ำๆเพียง 1-2 อัน แล้วยอมแพ้เพื่อไม่ให้ไก่ช้ำ ต่อจากนั้นให้นับหนึ่งเริ่มต้นใหม่จากด้านล่างเป็นรอบต่อไป

***แข้งไก่ชนก็มีลักษณะที่ต่างกันออกไป แบ่งได้ดังนี้***
1.แข้งลำเทียน จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายเล่มเทียนบูชาพระ ส่วนล่างบริเวณข้อเท้าจะโตกว่าส่วนบนบริเวณใต้ข้อขา ผิวแข้งจะกลมกลึง เกล็ดจะราบเรียบไม่มีเหลี่ยม ไม่มีคม เป็นแข้งที่สวยงามที่สุด เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บ

2.แข้งลำหวาย จะมีลักษณะแข้งคล้ายกับลำหวาย ท่อนบนใหญ่ท่อนล่างเล็ก เหมือนกับแข้งลำเทียน จะต่างกันตรงที่ผิวแข้งจะมีเหลี่ยมเล็กน้อย
ตามแนวของเกล็ด ผิวเกล็ดจะเผยอขึ้นเล็กน้อย เป็นแข้งที่สวยงามพอกับแข้งลำเทียน และตีไก่เจ็บเช่นกัน

3.แข้งไม้ดัดหรือแข้งคัด จะมีลักษณะคล้ายกับไม้ดัด ไม้คมแฝก ด้านข้างแข้งจะออกเป็นเหลี่ยมเป็นมุม แข้งจะโตเสมอต้นเสมอปลายทรงเหลี่ยม ผิวแข้งจะขรุขระไม่ราบเรียบ เกล็ดซ้อนเผยอขึ้น เป็นไก่แข้งสวยรองจาก แข้งลำหวาย เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บเช่นกัน
4.แข้งกระบองเพชรหรือกระบองยักษ์ รูปลักษณ์เป็นแข้งกลม ข้อขาเล็กข้อเท้าใหญ่ เกล็ดราบเรียบ เป็นกำไลทั้งแข้ง ถ้ากำไลตรงเรียกปัดตลอดหรือนกเอี้ยง ถ้ากำไลเฉียงเรียกกระบองยักษ์ เป็นไก่แข้งงามต่อจากแข้งไม้ดัดหรือแข้งคัด

5.แข้งบัวไหวหรือแข้งขุนนาง มีรูปลักษณะเรียวยาวแบบนิ้วคน เกล็ดผิวแข้งจะเรียบ แข้งดีกล้ามเนื้อจับดูจะนิ่มนุ่มเหมือนนิ้วคน เดือยโยกคลอนอ่อนไหว เป็นแข้งสวยรองจากแข้งกระบองเพชร ตีไก่เจ็บปวดเช่นกัน

6.จระเข้ขบฟัน แข้งแบบนี้จะตีให้ล้มพับ ตีไม่กี่แข้งต้องหักต้องร้อง

7.เกล็ดมังกร
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน เกี่ยวกับความเชื่อเกล็ดไก่เป็นตำราโบราณสืบทอดกันมาช้านาน อ่านจบแล้วก็ลองดูไก่ตัวรักของท่านมีเกล็ดตรงตามที่ว่าไปหรือไม่ ส่วนตัวผมมีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร ขอให้มันเก่งพอครับ

****ขอบคุณเนื้อหาเครดิต:ภ.ภักดีฟาร์ม พม่าแข้งเหล็ก****

4 ต้นตำหรับไก่เชิงไทยที่ใช้พัฒนากับสายพันธุ์อื่นแบบลงตัว

0

ในปัจจุบันวงการไก่ชนได้ถูกพัฒนาไปมาก ในเรื่องของสายพันธุ์เชิงชนตามอุดมการณ์ของแต่ล่ะซุ้มโดยเฉพาะไก่เชิงไทย ถ้าไม่อยากเพลี่ยงพล้ำให้กับพม่ารามัญก็ต้องมีการพัฒนาเชิงชนกันบ้าง สังเกตุได้ว่าทุกซุ้มแทบจะไม่หยุดนิ่งในการคัดสรรสายพันธุ์ พูดได้ว่าหากเราหยุดพัฒนาคนอื่นก็จะแซงเรา ที่เห็นขึ้นสังเวียนกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไก่เชิงลูกผสมผ่านการ Breeding เป็นที่เรียบร้อย ส่วนสายพันธุ์ที่นิยมนำมาพัฒนากับไก่เชิงมากที่สุดคือ ไซง่อน ป่าก๋อย เป็นหลัก เมื่อพูดถึงไก่เชิงเก่าแก่แต่โบราณของไทยท่านใดที่เล่นไก่เชิงก็คงจะคิดไปถึง ไก่ตราด ,ไก่พนัส ,ไก่บางคล้าแปดริ้ว ,ไก่จันทบุรี ไก่เหล่านี้ล้วนแต่เป็นไก่ที่มีลีลาชั้นเชิงหลายรูปแบบหลายกระบวนท่าจนเป็นที่เลื่องลือและรู้จักกันมานาน ไก่เชิงสายพันธุ์แท้ๆ นับวันยิ่งจะหายาก เพราะฉนั้นคนหนุ่มรุ่นหลังจำเป็นต้องศึกษาไว้ วันนี้จะมาทำความเข้าใจ ว่าไก่เชิงไทยแต่ละถิ่นกำเนิดนั้นมีวิธีสังเกตเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

1.ไก่เชิงตราด เป็นแหล่งไก่เชิงที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณแหล่งไก่เชิงตราดที่ดังๆ คือ ท่าพริก เป็นแหล่งไก่เชิงที่โด่งดังมากลักษณะของไก่เชิงตราด หน้าตา มักจะเป็นไก่หน้ากลมหงอนหินหรือหงอนเบ้คางรัดมีเหนียงเล็กน้อย กะโหลกยาว ตามีประกายแจ่มใส สีสัน มักจะเป็นไก่ประดู่หางดำ แข้งดำตาลาย หรือประดู่แดงหางหมกหรือหางดำ ในพันธุ์แข้งดำสีสร้อยคอจะเห็นชัด สร้อยปีก และสร้อยหลังจะมองดูอมเขียวปลายขนระย้าจะออกเหลืองเล็กน้อย ในพันธุ์หางหมกแข้งออกน้ำตาล สีสร้อยจะชัดเจน หางมักสั้นไม่ค่อยยาว ลักษณะหางดกตั้ง รูปร่าง จะเป็นไก่ค่อนข้างจับยาน กระดูกใหญ่ ลำตัวยาว ปั้นขาใหญ่ บั้นท้ายยาวโต คอยาว หางปุ้น แข้งขาเกล็ด ไก่ตราดมักเป็นไก่แข้งคัดมีเกล็ดพิฆาตดี แต่เกล็ดอันมีน้อยคือเกล็ดจากเดือยขึ้นไป เกล็ดเดิมพันไม่สูงนัก มักสลับมีขาดมีต่อ ชั้นเชิง ไก่ตราดส่วนมากเป็นไก่เชิงล้น คือมีเชิงมากไป มักจะชนได้สองคอ สองปีก สองขาเป็นหลัก ซึ่งเป็นเชิงนิยม การมีหลายเชิงจะมีทั้งดีทั้งเสีย ข้อดีคือ ถ้าเป็นรองหรือพบตัวเก่ง จะสามารถเปลี่ยนแก้เชิงได้ ข้อเสียคือ ถ้าเป็นต่อมักจะเล่นเชิงมากไม่ค่อยเผด็จศึกทำให้ยืดเยื้อ2.ไก่เชิงพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคมอยู่จังหวัดชลบุรี เป็นแหล่งกำเหนิดไก่เชิงอีกแห่งหนึ่งที่เราเรียกกันว่า “ไก่พระรถ” คือไก่พระรถเสนในเรื่องนางสิบสอง หรือเรื่องพระรถเมรี เป็นไก่เชิงหลักจัด คือเชิงบน เชิงมัด แข้งเปล่า ลักษณะของไก่เชิงพนัส หน้าตา ไก่พนัสฯจะมีหน้าตากลมใหญ่ ผิวหน้าหนา หงอนใหญ่ กะโหลกใหญ่ยาว หงอนมักจะบี้หรือเบ้เล้กน้อย ตา 2 ชั้นมีประกาย แจ่มใสเป็นไก่ฉลาด สีสันไก่เมืองพระรถมีเก่งๆหลายสี เช่น เหลืองหางขาว สีเขียวหางดำ สีเขียวเลา สีเทาทองคำ สีเทาทองแดง สีเหลือง สีเทาค่อนข้างดี สีเขียวค่อนข้างหายาก ถ้าพบเห็นจะเก่ง ไก่พนัสฯจะมีสีสันชัดเจนกว่าไก่ตราด รูปร่างไก่พนัสฯเป็นไก่รอยใหญ่ กระดูกดี ลำตัวยาว หางยาว ปั้นขาใหญ่ จับมักได้เปรียบคู่ต่อสู้ แข้งขาเกล็ด ไก่พนัสฯ มักเป็นเกล็ดจระเข้ขบฟัน เกล็ดมักใหญ่ นิ้วยาว แข้งเป็นลำหวาย มีเกล็ดหลายอย่าง เป็นไก่ตีแม่น ตีเจ็บ ลำหนักกว่าไก่ตราด ชั้นเชิง ไก่พนัสฯเป็นไก่ที่มีลีลาดีแห่งหนึ่ง ชนสองคอ สองหน้า สองปีกเป็นหลัก เชิงไม่มากเท่าไก่ตราดเรียกว่าไม่แพรวพราวเท่าตราด แต่เชิงไม่ล้นถ้าชนกันเกิน 3 อันแล้วไก่พนัสฯ จะยืนได้ดี3.ไก่เชิงบางคล้าแปดริ้ว บางคล้าแปดริ้วอยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นเหล่าไก่เชิงดีอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ไก่เชิงบางคล้าเป็นไก่เชิงบน คือเชิงชนคุมบนเก่ง ขี่กอด ทับ ล็อคเป็นหลัก ถ้าได้เหล่าเชิงล็อก กอด คออ่อนดีๆ จะแพ้ยาก ไก่เชิงบางคล้าแปดริ้ว จะเป็นไก่สีประดู่หางดำหรือหางขาวจะเป็นเหล่าที่เก่ง สีอื่นๆจะด้อยกว่า ลักษณะไก่เชิงบางคล้า หน้าตาไก่เชิงบางคล้า จะเป็นไก่หน้าใหญ่ หน้ายาว หงอนมักบี้ ตามีประกาย คางรัดเหนียงแลบดูน่ากลัวกว่าไก่เชิงอื่นๆ สีสันไก่เชิงบางคล้า จะเป็นไก่ประดู่หางดำที่สวยงามคือ ทั้งสวยทั้งเก่ง ในบ้านที่รักษาเหล่าสายพันธุ์ไว้ดีๆจะเป็นไก่สีสันสวยงามมากประกวดได้เลย รูปร่างไก่แปดริ้ว เป็นไก่รูปร่างสวยงามจับยาวสองท่อน จับกลม บานหัวบานท้าย หางพัดหางกระลวยดกและยาว โดยเฉพาะพันธุ์ประดู่หางดำหางจะยาวมาก ปั้นขาใหญ่ยาว จะเป็นไก่รอยใหญ่ทั้งสวยทั้งเก่ง เกล็ดแข้ง ไก่เชิงบางคล้า เป็นไก่เกล็ด 2-3 แถว แบบจรเข้ขบฟันหรือปัดตลอดเป็นไก่ตีเจ็บ แข้งขาเป็นลักษณะแข้งคัดออกเหลี่ยม นิ้วยาว

 

4.ไก่เชิงจันทบุรี จันทบุรีนอกจากจะเป็นเมืองที่มีพลอยสวยงาม ทุเรียนอร่อย เงาะล่อนแล้ว จันทบุรียังมีไก่เชิงชนดีอีกด้วย ไก่จันทบุรี เป็นไก่ไม่ค่อยสวยแต่มีฝีเท้าจัด ชั้นเชิงพอๆกับไก่ตราดไม่แพ้กัน รูปร่างเป็นไก่ทรงหางหอกตั้งจับยาน อกสั้น เป็นไก่ชนเร็ว หางสั้นๆปุ้นๆ ปั้นขาใหญ่ คอยาว ถ้าทรงคล้ายๆไก่เวียดนามจะเก่งหน้าตาไก่จันทบุรี เป็นไก่หน้าใหญ่ หงอนใหญ่เบ้บี้พับ กะโหลกใหญ่และยาว เป็นไก่ฉลาดดี สีสันไก่จันทบุรี มีเก่งๆ 2 สี คือสีประดู่กับสีเหลืองเป็นไก่สีแปลกไปกว่าตำราคือประดู่หางหมก เหลืองหางดำจะเก่งกว่าสีอื่นๆ ต้นตระกูลไก่จันทบุรีน่าจะมาจากไก่ประดู่ผสมเหลือง สีที่เก่งๆจึงเป็นสีผสม เกล็ดแข้งขาไก่จันทบุรี จะมีเกล็ดแข้งใหญ่แบบไก่เวียดนาม ขนน้อย สร้อยสั้น หางสั้น แข้งเป็นลำหวาย นิ้วยาวมีเกล็ดพิฆาตดี ชั้นเชิงลีลาไก่จันทบุรี มีชั้นเชิงเหมือนๆกับไก่ตราด จะชน สองปีก สองคอ สองขา แบบไก่ตราด เชิงถนัดคือขี่ มัดปีก เป็นต้น
สรุป
ไก่ตราดเป็นไก่ที่ทำเชิงมากที่สุด ชนเอาตัวรอดได้ดีการเลี้ยงต้องเลี้ยงให้แข็งแกร่งเพราะต้องใช้แรงมากในการเข้าทำเชิงถ้าเลี้ยงไม่ดี เลยอัน3ไปแล้วยังเผด็จศึกไม่ได้ จะลำบากจะหมดแรงและหมดเชิงตามมาอะไรจะเกิดขึ้นก็คงจะรู้– ไก่พนัสฯเป็นไก่เชิงหลักดีไม่ล้นการเลี้ยงต้องเลี้ยงให้แข็งแกร่งแรงมากจะดีมีโอกาสเผด็จศึกได้เร็วและช้าสุดแล้วแต่โอกาสเรียกว่ามีหลายก็อก
– ไก่เชิงบางคล้า แปดริ้ว เป็นไก่ชนหลัก เชิงคุมบนดี ลำโต รูปร่างสวยงาม ประกวดก็ได้ ตีก็ดี
– ไก่จันทบุรีเหมือนๆ กับไก่ตราด เป็นไก่ตีแข็งแรง ชนคล่องแคล่วว่องไว แต่เป็นไก่ตัวสั้นจะมีปัญหาเรื่องแรงถ้าชนมากอันไก่เชิงดีทั้ง 4 แหล่งที่มานี้ เป็นไก่เชิงดีแต่โบราณเป็นต้นตระกูลของไก่เชิงทั่วไปของประเทศไทย ควรคู่แก่การอนุรักษ์ให้ดำรงอยู่ สืบเนื่องต่อไป เพราะฉนั้นทุกซุ้มควรจะมีไก่ชนไทยสายพันธุ์แท้ๆ แบบนี้ติดซุ้มไว้บ้างเพื่อเป็นการช่วยกันสงเสริมและอนุรักษ์สายพันธุ์ไก่ชนไทยไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

5 เทคนิค ปลูกอ้อย ลำใหญ่ น้ำเยอะ

0

อ้อยชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตกรอย่างมาก เพราะหากจะปลูกอ้อยให้ได้คุณภาพดี ปล้องใหญ่ น้ำเยอะ ได้ผลผลิตที่งอกงามแล้วล่ะก็ จะต้องมี 5 ปัจจัยในการเตรียมความพร้อม เช่น ลักษณะดินที่เหมาะสม ปุ๋ยที่ดี แข็งแรงและการบำรุงดูแลรักษาที่ตรงจุด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่ง หากขาดปัยจัยอันหนึ่งอันใดไปแล้วล่ะก็ผลผลิตอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ได้ จะมีปัจจัยและเคล็ดลับอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับขั้นตอนแรกถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากเพราะว่าการปลูกอ้อย 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 3 ครั้ง หากเตรียมดินดีผลผลิตก็จะดีงามตามไปด้วย
1.ดิน ไถดินดานให้มีความลึกไม่ต่ำกว่า 30 – 50 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำของดิน ให้รากสามารถหยั่งลึกลงไปหาอาหารได้ดีเมื่อดินมีความชื้นเหมาะสม สังเกตได้ง่ายๆ โดยถ้าเป็นดินทรายให้ใช้มือกำดินให้แน่นแล้วคลายมือออกถ้าดินจับตัวเป็นก้อนแสดงว่ามีความชื้นเหมาะสมถ้าเป็นดินเหนียวไม่ควรไถเมื่อดินชื้นหรือแข็งจนเกินไป 2.ปุ๋ยคือส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงและช่วยพืชในการหาอาหารเพื่อไปเลี้ยงดูและบำรุงลำต้น การใส่ปุ๋ย ควรที่จะทำการวิเคราะห์ดินทุกครั้งใส่ปุ๋ยครั้งแรกควรใส่พร้อมกับการปลูกอ้อยหรือหลังตัดแต่งตออ้อยไม่เกิน 15 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ควรใส่ห่างจากการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 ประมาณ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นโดยโรยข้างแถวอ้อยห่างประมาณ 30-50 เซนติเมตร ในอัตราการใช้ 30–50 กก./ไร่ และต้องกลบปุ๋ย (ยกเว้นการใส่ปุ๋ยรองพื้น)สูตรปุ๋ย และช่วงเวลาในการใส่รองพื้นก่อนปลูก / บำรุงตอหลังตัด ใช้ปุ๋ยตราม้าบินสูตร 16-16-8 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เร่งความหวาน เพิ่มน้ำหนักผลผลิตใช้ปุ๋ยตราม้าบินสูตร 21-7-18 ปุ๋ยตราม้าบินสูตร 16-16-8 มีส่วนช่วยให้อ้อย กอใหญ่ ใบเขียว ยืดข้อปล้องให้ยาวขึ้น ปุ๋ยตราม้าบินสูตร 21-7-18 มีส่วนช่วยขยายปล้องให้อ้อยลำใหญ่ ได้น้ำหนักดีการปลูกอ้อยที่ดี นอกจากต้องมีดินที่เหมาะสมและปุ๋ยที่ดีแล้ว ก็มีส่วนที่จะทำให้ลำต้นแข็งแรง โดยจะต้องมีอายุระหว่าง 8-10 เดือนขึ้นไป และจะต้องเป็นอ้อยปลูกใหม่3.อยากได้อ้อยที่มีคุณภาพก็ต้องตามมาด้วยการดูแลที่ดีและถูกวิธี ควรรู้ว่าระยะเวลาช่วงไหนที่อ้อยต้องการอาหารอะไรในช่วงเวลาใดบ้าง 
อ้อยมี 4 ระยะการในการเจริญเติบโต
3.1 ระยะงอก เริ่มปลูก 1.5 เดือน ( 3-6 สัปดาห์) อ้อยใช้อาหารจากท่อนพันธุ์และความชื้นในดิน ปุ๋ยรองพื้นช่วยให้รากแข็งแรง
3.2 ระยะแตกหน่อ อ้อยอายุ 1.5-3 เดือน ต้องการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนมาก เพื่อช่วยให้แตกกอและหน่อเติบโต
3.3 ระยะย่างปล้อง อ้อยอายุ 4-5 เดือน ระยะที่กำหนดขนาดและน้ำหนักของลำอ้อย เป็นช่วงที่อ้อยเจริญเติบโตเร็วที่สุด จึงต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตทั้งแสงแดด อุณหภูมิ น้ำ และปุ๋ย4.ระยะสุกแก่ เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือนจนถึงเก็บเกี่ยวจะเป็นระยะสมน้ำตาลไม่ควรใส่ปุ๋ย ดูแลบำรุงรักษาทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของอ้อยให้อาหารในเวลาที่เหมาะสมกับที่อ้อยต้องการเท่านี้ก็จะได้น้ำอ้อยรสหวานปล้องใหญ่น้ำหนักเยอะอยากจะได้อ้อยปล้องใหญ่ก็ต้องลงทุนและหมั่นดูแลและสังเกตทุกช่วงระยะการเจริญเติบโตของอ้อยมักจ้องเล่นงานกัดกินทุกขั้นตอน ยิ่งในช่วง 3-4 เดือนแรก ขอบคุณเนื้อหา สาระดีๆจากปุ๋ยตราม้าบิน ปุ๋ยแรงพลังม้า

แกงหน่อไม้สูตรอีสาน แซบ ทำขายรายได้ก็ดี

0

แกงหน่อไม้แบบลาว
เครื่องปรุง
1.หน่อไม้สด(อะไรก็ได้) เช่น หน่อไม้ไผ่ตง,หน่อไม้บง(ขมๆ),หน่อไม้ไผ่บ้าน

2.ใบย่านาง3.ผักขะแยง(ไม่ใส่ก็ได้ใส่ใบแมงลักแทน)

4.ผักชะโอมหรือผักข่า(ไม่ใส่ก็ได้)5.ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่น้ำตำ)6.พริก,ปลาร้า,ผงชูรส

7.บวบ,ฟักทอง,เห็ดฟาง,เห็ดหูหนู

8.ปลาเค็ม(จะออกแบบไทยๆ)9.เท้าไก่หรือกระดูกหมูหรือหมูสามชั้นขั้นตอนการทำ
1.แกะหน่อไม้ลอกเปลือกออกลอกถึงยอดตัดยอดแข็งๆ ออกฝานส่วนที่แก่ออกเปลือกเอาไปเลี้ยงวัวได้เอามีดสองคมฝานหรือใช้วิธีหั่นโดยใช้มีดก็ได้2.ทำน้ำใบย่านางเอาใบย่านางใส่น้ำแล้วคั้นเหมือนซักผ้าหรือใส่น้ำแล้วปั่นกรองเอาแต่น้ำได้น้ำใบย่านางพักไว้3.เอาข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่น้ำ) มาตำกับพริก (เยอะหน่อยแกงจะได้ข้นๆอร่อย)เทน้ำใบย่านางลองไปส่วนนึงคนให้เข้ากันพักไว้
4.เอาหน่อไม้ที่ฝานไว้มาต้มในน้ำ (เยอะหน่อย)ที่ต้องต้มเพื่อให้หน่อไม้จืด (ปกติหน่อไม้จะขมมาก)ต้มไปเรื่อยๆ ถ้าน้ำน้อยแต่หน่อไม้ยังขมอยู่ก็เติมน้ำใหม่เอาตีนไก่ลงไปต้มด้วยจะได้เปื่อยๆ ชิมดูว่าจืดหรือยังถ้าจืดแล้วก็เทน้ำที่ต้มหน่อไม้ออก6.เติมน้ำใบย่านางลงไปต้มใส่น้ำใบย่านางผสมข้าวเบือลงไปรอให้เดือดตามด้วยฟักทองปลาเค็มที่ทอดเอามาปนให้แหลกใส่ลงไปรอให้เดือด ใส่เห็ดหูหนู เห็ดฟาง บวบยอดฟักทอง

7.ใส่ปลาร้าลงตะแกรง (กรอง)ออกเยอะหน่อยถ้าปลาร้าไม่ถึงจะไม่แซบเอาน้ำแกงนี่แหละละลายเอาขึ้น8.ใส่ผักขะแยงหรือใบเมงลักลงไปจะได้หอมเรียบร้อยรอให้ต้มไปจนผักสุก

 

ตำนานเล่าขาน “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” มนต์เสน่ห์ของอีสาน

0

ฮีตสิบสองคองสิบสี่ฮีตสิบสองฮีตสิบสองมาจากคำ 2 คำ คือฮีตกับสิบสองฮีตมาจากคำว่าจารีต หมายถึงสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีที่ดีงามชาวอีสาน เรียกว่าจาฮีตหรือฮีตสิบสองหมายถึงเดือนทั้ง 12 เดือนในหนึ่งปีฮีตสิบสองจึงหมายถึงประเพณีที่ประชาชนชาวอีสานได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาในโอกาสต่างๆ ทั้งสิบสองเดือนในแต่ละปีประเพณีทั้งสิบสองเดือนที่ชาวอีสานถือปฏิบัติกันมานั้นล้วนเป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนได้ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กันเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงและเพื่อความสมานสามัคคีมีความรักใคร่กันของคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นการสืบทอดสิ่งที่ดีงามมาจวบจนปัจจุบันประเพณีอีสานส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์แตกต่างจากประเพณีภาคอื่นๆ (อาจคล้ายคลึงกับประเพณีของทางภาคเหนือบ้างเพราะมีที่มาค่อนข้างใกล้ชิดกัน)ประเพณีอีสานได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมล้านช้าง(แถบหลวงพระบางประเทศลาว)จึงจะเห็นได้ว่าประเพณีของชาวอีสานและชาวลาวมีความคล้ายกันเพราะมีที่มาเดียวกันและชาวอีสานและชาวลาวก็ไปมาหาสู่กนเป็นประจำเยี่ยงญาติพี่น้องทำให้มีการถ่ายเทวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย

เดือนอ้าย(เดือนเจียง)-บุญเข้ากรรมบุญเข้ากรรมเป็นกิจกรรมของสงฆ์เมื่อถึงเดือนอ้ายพระสงฆ์จะต้องเข้ากรรมซึ่งเป็น พิธีที่เรียกว่าเข้าปริวาสกรรมโดยให้พระภิกษุผู้ต้องอาบัติ(กระทำผิด)ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์เพื่อเป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตนเองและมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระวินัยพิธีเข้าปริวาสกรรมจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้โดยกำหนดไว้ 9 ราตรี พระภิกษุสงฆ์ที่ต้องการเข้าปริวาสกรรมต้องไปพักอยู่ในสถานที่สงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน(อาจจะเป็นบริเวณวัดก็ได้โดยมีกุฏิชั่วคราวเป็นหลังๆพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าปริวาสกรรมคราวหนึ่งๆจะมีจำนวนเท่าใดก็ได้แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าตนเองจะเข้ากรรมและเมื่อถึงเวลาออกกรรมจะมีพระสงฆ์ 20 รูปมารับออกกรรม พิธีทำบุญเข้ากรรมหรือเข้าปริวาสกรรมของพระภิกษุสงฆ์นี้ไม่ถือว่าเป็นการล้างความผิดแต่จะถือว่าเป็นการปวารณาตนว่าจะไม่กระทำผิดอีก ส่วนกิจของชาวพุทธศาสนิกชนในบุญเข้ากรรมนี้ คือการหาข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภถวายพระ ซึ่งถือว่าจะได้บุญมากกว่าการทำบุญตักบาตรทั่วไปเดือนยี่-บุญคูณลานการทำบุญคูณลานจะทำกันเมื่อได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วชาวอีสานจะเห็นความสำคัญของข้าวเป็นอย่างมากในพิธีนี้จะมีการนิมนต์พระสงฆ์ไปเทศน์ที่ลานนวดข้าว(ลานนวดข้าวของชาวอีสานในสมัยก่อนมักจะทำขึ้นในลานข้างบ้านหรือข้างทุ่งนาและมักจะให้มูลของความมาลาดพื้นแล้วตากให้แห้งจะได้พื้นที่เรียบ)มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ชาวบ้าน ลานนวดข้าว ที่นา ต้นข้าว และบริเวณใกล้ลานนวดข้าว ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่การเกษตรกรรมทำให้ข้าวในนาอุดมสมบูรณ์ซึ่งเชื่อว่าเจ้าของจะอยู่เย็นเป็นสุขฝนจะตกต้องตามฤดูกาลข้าวกล้าจะงอกงามและได้ผลดีในปีต่อไปเมื่อเสร็จพิธีทำบุญคูณลานแล้วชาวบ้านจึงจะขนข้าวใส่ยุ้งและเชิญขวัญข้าวคือพระแม่โพสพไปยังยุ้งข้าวและทำพิธีสู่ขวัญข้าวสู่ขวัญเล้าข้าว(ฉางข้าว)เพื่อเป็นสิริมงคลต่อไปประเพณีปัจจุบันแทบจะหาดูไม่ได้แล้วเพราะชาวอีสานได้ทำนากันน้อยลง และนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่นการใช้เครื่องนวดข้าวแทนการนวดด้วยมือหรือใช้สัตว์นวด(ทำให้ไม่ต้องมีลานนวดข้าว)เดือนสาม-บุญข้าวจี่บุญข้าวจี่เป็นการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ซึ่งการทำบุญข้าวจี่นี้ชาวบ้านอาจจะไปรวมกันที่วัด หรือต่างคนต่างจัดเตรียมข้าวจี่ไปเองแล้วนำไปถวายพระภิกษุสามเณรที่วัด มีการไหว้พระรับศีลพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และตักบาตรด้วยข้าวจี่ แล้วยกไปถวายพร้อมภัตตาหารอื่นๆ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการฟังเทศน์ฉลองข้าวจี่และรับพร ซึ่งมูลเหตุที่มีการทำบุญข้าวจี่ เนื่องมาจากสมัยพุทธกาลมีนางทาสชื่อปุณณทาสีได้นำแป้งข้าวจี่(แป้งทำขนมจีน) ไปถวายพระพุทธเจ้า แต่จิตใจของนางก็คิดว่าขนมแป้งข้าวจี่เป็นเพียงขนมของทาสที่ต่ำต้อย พระพุทธองค์คงไม่ฉัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้จิตใจของนาง จึงทรงฉันแป้งข้าวจี่ต่อหน้านาง ทำให้นางเกิดความปิติดีใจชาวอีสานจึงได้แบบอย่างในการทำแป้งข้าวจี่นี้และพากันทำบุญข้าวจี่ถวายพระมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงเดือนสามจะมีการทำข้าวจี่ถวายพระมาจวบจนปัจจุบัน (การทำข้าวจี่ของชาวอีสานในช่วงเดือน 3 นั้นเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็น ดังนั้นการจี่ข้าวในช่วงนี้ชาวบ้านก็จะได้รับไออุ่นจากการนั่งล้องวงกันจี่ข้าวอีกด้วย) การทำข้าวจี่ของชาวอีสานนั้นปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วมาปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปย่างบนไปอ่อนๆ บางคนอาจใช้ไข่เหลืองทาเพื่อให้มีสีที่น่ารับประทาน หรือใส่น้ำอ้อยที่ใส้ข้าวจี่ จี่ ภาษาอีสานหมายถึงปิ้งหรือย่างเดือนสี่-บุญผะเหวด(บุญพระเวสสันดรหรือบุญมหาชาติ)คำว่าผะเหวด เป็นสำเนียงของชาวอีสาน ที่มาแผลงมาจากคำว่า พระเวส ซึ่งหมายถึง พระเวสสันดร การทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญและฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรชาดกหรือเทศน์ มหาชาติซึ่งมีจำนวน 13 กัณฑ์ ทั้งนี้เพี่อเป็นการรำลึกถึงพระเวสสันดรผู้ซึ่งบำเพ็ญเพียรอันยิ่งใหญ่ด้วยวิธีบริจาคทานหรือทานบารมีในชาติสุดท้าย หรือมหาชาติของพระพุทธองค์ก่อนที่จะมาเสวยชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า งานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชาวอีสานนิยมทำกันทุกหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อว่าหากได้ฟังเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13 กัณฑ์จบภายในวันเดียวนั้น อานิสงฆ์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขตามพุทธคติ ปัจจุบันงานบุญผะเหวดยังหาดูได้ทั่วไปเกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน แต่ได้ลดความใหญ่โตของงานลงบ้าง ไม่ใช่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่ก็ยังมีบางจังหวัดที่ได้จัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่ เช่น ที่จังหวัดร้อยเอ็ดถือเป็นงานประเพณีของจังหวัด ภายในงานจะมีขบวนแห่พระเวสสันดรหลายขบวนและมีการทำขนมจีน(ชาวอีสานเรียกข้าวปุ้น)มากมายมาเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองเดือนห้า-บุญสงกรานต์เป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมทำในเดือนห้าเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนถึงวันที่ 15 เมษายน คำว่าสงกรานต์เป็นคำสันกฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในที่นี้หมายถึงพระอาทิตย์ที่ผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักรราศีหนึ่งเป็นเดือนที่เริ่มต้นปีใหม่ การทำบุญสงกรานต์จะมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่รวมทั้งจะมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตามละแวกหมู่บ้านต่างๆ นอกจากนี้ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรก่อพระเจดีย์ทราย และมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานตลอดทั้ง3วันและบางหมู่บ้านจะมีการแห่พระพุทธรูปไปรอบๆหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านได้สรงน้ำกันอย่างทั่วถึงปัจจุบันงานบุญสงกรานต์ของชาวอีสานได้เปลี่ยนไปจากเดิมมีการใช้แป้ง น้ำแข็งหรือสีด้วยแต่ประชาชนอีสานในชนบทโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมไว้ คือมีการสรงน้ำพระพุทธรูปทั้งที่วัดและพระพุทธรูปที่บ้าน พระสงฆ์จากนั้นจะไปสรงน้ำขอพรจากคนเฒ่าคนแก่ที่ตัวเองให้ความเคารพ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ฯลฯในช่วงงานนี้ชาวอีสานที่ไปทำงานต่างถิ่นจะกลับบ้านเพื่อร่วมทำบุญและพบปะกับญาติพี่น้องเดือนหก-บุญบั้งไฟหากกล่าวถึงบุญบั้งไฟแล้วคนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงจังหวัดยโสธรหรืออุดรธานี ซึ่งมีการจัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่ การทำบุญบั้งไฟเป็นงานสำคัญอีกงานของชาวอีสานโดยจัดกันก่อนฤดูทำนา ด้วยความเชื่อว่าเป็นการขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าในนาข้าวอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ในงานจะมีการแห่บั้งไฟและจุดบั้งไฟ เพราะเชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณขึ้นไปบอกพญาแถนให้ส่งน้ำฝนลงมา ระหว่างที่มีการจุดบั้งไฟชาวบ้านจะมีการเซิ้งซึ่งจะสนุกสนานมาก และการทำบุญบั้งไฟนี้นับเป็นการชุมนุมครั้งสำคัญของคนในท้องถิ่น ที่มาร่วมกันจัดงานด้วยความรื่นเริงสนุกสนานเต็มที่โ และมีการประลองบั้งไฟกันว่าบั้งไฟใครจะขึ้นสูงกว่ากัน ส่วนบั้งไฟใครที่จุดแล้วไม่ขึ้นจะมีการจับเจ้าของบั้งไฟไปโยนบ่อโคลน งานบุญบั้งไฟนี้จะตรงกับประเพณีในเทศกาลเดือนหกอีกอย่างหนึ่งคือบุญวันวิสาขบูชา ชาวบ้านจะทำบุญและฟังเทศน์กันในตอนกลางวันกลางคืนจะมีการเวียนเทียน ซึ่งก็ทำเช่นเดียวกับประชาชนในภาคอื่นๆ ปัจจุบันงานบุญบั้งไฟยังหาดูได้ทั่วไปในจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งจะมีการจัดงานตั้งแต่งานเล็กๆไปจนถึงงานระดับจังหวัด จังหวัดที่มีการจัดงานใหญ่โตจนเป็นที่รู้จักกันทั่วคือจังหวัดยโสธรและจังหวัดอุดรธานีเดือนเจ็ด-บุญซำฮะซำฮะ เป็นภาษาอีสานหมายถึง การทำความสะอาด เหมือนกับคำภาษาไทยกลางว่า ชำระ ประเพณีนี้เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีเป็นเสนียดจัญไร อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ บ้านเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีให้ออกจากหมู่บ้าน การทำบุญซำฮะนี้ชาวบ้านจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย เป็นการทำความสะอาดครั้งยิ่งใหญ่ในรอบปี สิ่งที่ไม่ดี ทั้งหลายให้ขจัดออกไป เดือนแปด-บุญเข้าพรรษาการเข้าพรรษาเป็นกิจของพระภิกษุสามเณรที่จะต้องอยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งตลอด 3 เดือน กำหนดเอาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือนแปดถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรไปพักแรมคืนที่อื่น เนื่องจากฤดูนี้เป็นฤดูแห่งการเกษตรกรรม การห้ามพระภิกษุสามเณรเดินทางด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจาก การไม่ต้องการให้พระภิกษุสามเณรไปเหยียบพืชผลที่ชาวบ้านได้เพาะปลูกไว้ การทำบุญเข้าพรรษาเป็นประเพณีทางศาสนา โดยตรงจึงคล้ายกับภาคอื่นๆในประเทศไทย ในพิธีจะมีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร มีการฟังธรรมเทศนา ชาวบ้านจะหล่อเทียนใหญ่ไว้ถวายเป็นพุทธบูชา และจะเก็บไว้ตลอดพรรษาการทำเทียนถวายวัด ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษานี้มีความเชื่อแต่โบราณว่า หากใครทำเทียนไปถวายวัดเมื่อเกิดชาติใหม่ผู้นั้นจะได้เสวยสุขในสวรรค์ อานิสงส์ของการถวายเทียนนั้นหากมิได้ขึ้นสวรรค์แต่เกิดบนโลกมนุษย์ ผู้นั้นจะมีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาไหวพริบเลิศเลอ ประดุจแสงเทียนอันสว่างไสว ปัจจุบันเกือบทุกจังหวัดในภาคอีสานได้จัดให้มีงานแห่เทียนเข้าพรรษา โดยนำเทียนมาแกะสลักอย่างสวยงามประกอบกันเป็นเรื่องราว แล้วจัดแห่รอบหมู่บ้านหรือตัวเมืองก่อนนำไปถวายวัด จังหวัดที่มีการจัดงานยิ่งใหญ่คือ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะมีขบวนแห่เทียนพรรษาที่ได้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงไปรอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามของเทียนเข้าพรรษา และยังได้ประกวดขบวนแห่เทียนพรรษาด้วย งานแห่เทียนเข้าพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของประเทศมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกภาค และจากต่างประเทศมารอชมความงดงามของเทียนพรรษามากมายเดือนเก้า-บุญข้าวประดับดินบุญข้าวประดับดินเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นวันแรม 14 ค่ำเดือน 9 ชาวบ้านจะพากันทำข้าวปลาอาหารคาวหวาน และข้าวต้มมัดพร้อมหมากพลูที่ห่อใส่ใบตองแล้ว นำไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ในบริเวณวัดและรอบๆบ้าน (ที่เรียกว่าข้าวประดับดินคงเป็นเพราะเอาห่อข้าวและเครื่องเคียงไปวางไว้บนดิน) เพื่อให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วมากิน เพราะเชื่อว่าในช่วงเดือนเก้านี้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับการปลดปล่อยให้ออกมาท่องเที่ยวได้ ในพิธีบุญข้าวประดับดินชาวบ้านจะวางข้าวประดับดินไว้ พร้อมจุดเทียนบอกกล่าว(บางคนก็จะร้องบอกเฉย) ให้มารับเอาอาหารและผลบุญนี้(การออกไปวางข้าวประดับดินจะออกไปวางตอนเช้ามืดประมาณตี 2 ตี 3) จากนั้นชาวบ้านจะนำเอาอาหารและสิ่งของไปทำบุญตักบาตรถวายทานแด่พระภิกษุ สามเณร ในพิธีจะมีการสมาทานศีลฟังเทศน์และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเดือนสิบ-บุญข้าวสากเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับโดยจะมีการทำสลากให้พระจับเพื่อที่จะได้ถวายของตามสลากนั้นเป็นการทำบุญที่ต่อเนื่องจากพิธีบุญข้าวประดับดินในเดือน 9 เพราะถือว่าเป็นการส่งผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ได้ออกมาท่องเที่ยวให้กลับสู่แดนของตนในเดือน 10 นี้ ชาวบ้านจะนำข้าวปลาที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ได้ออกมาท่องเที่ยวให้กลับสู่แดนของตนในเดือน 10 นี้ ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารและสิ่งของไปทำบุญที่วัดในตอนเช้า โดยนำห่อข้าวสาก(เหมือนกับห่อข้าวประดับดิน) ไปวางไว้บริเวณวัดพร้อมจุดเทียนและบอกให้ญาติมิตรผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มารับอาหารและผลบุญที่อุทิศให้ มีการฟังเทศน์ฉลองข้าวสากและกรวดน้ำไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ชาวบ้านจะนำเอาข้าวสากที่พระสวดเสร็จแล้ว กลับไปที่บ้านด้วยโดยเอาไปวางไว้ตามทุ่งนาและรอบๆ บ้านเจ้าที่เจ้าทางหรือที่ไร้ญาติขาดมิตรได้มารับส่วนบุญเดือนสิบเอ็ด-บุญออกพรรษาบุญออกพรรษาจัดทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นการทำบุญที่สืบเนื่องมาจากบุญเข้าพรรษาในเดือน 8 ที่พระภิกษุสามเณรได้เข้าพรรษา เป็นเวลานานถึง 3 เดือน ดังนั้นในวันที่ครบกำหนด พระภิกษุสามเณรเหล่านั้นจะมารวมกันทำพิธีออกวัสสาปวารณา คือเปิดโอกาสให้มีการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ วันนี้จะเป็นวันที่พระภิกษุสามเณรจะได้มีโอกาสมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงที่วัด ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นวันสำคัญ และเป็นระยะที่ชาวบ้านหมดภาระในการทำไร่ทำนาอากาศ ในช่วงนี้จะเย็นสบายจึงถือโอกาสมาร่วมกันทำบุญ มีการตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ รับศีลสวดมนต์ฟังเทศน์และถวายผ้าจำนำพรรษา ตอนค่ำจะมีการจุดประทีปโคมไฟในบริเวณวัดและหน้าบ้าน บางท้องถิ่นจะมีการถวายปราสาทผึ้ง หรือต้นผาสาดเผิ้ง(สำเนียงอีสาน)เพื่อเป็นพุทธบูชา จังหวัดที่มีงานบุญถวายปราสาทผึ้งที่ยิ่งใหญ่คือ จังหวัดสกลนคร จะมีขบวนแห่ปราสาทผึ้งซึ่งเป็นปราสาทจำลองที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงมาจากขี้ผึ้ง(คล้ายๆเทียน) ไปรอบๆตัวเมืองให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมความงดงาม บางท้องถิ่นที่อยู่ใกล้บริเวณแม่น้ำจะมีการแข่งเรือเพื่อความสนุกสนานและสามัคคีร่วมกันในตอนกลางวัน ส่วนในตอนกลางคืนจะมีการไหลเรือไฟ(ฮ่องเฮือไฟ) เพื่อเป็นการบูชาคารวะพระเดือนสิบสอง-บุญกฐินบุญกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาแล้วเริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน12 มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้นมีเรื่องเล่าว่ามีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยระหว่างการเดินทางนั้นเป็นช่วงฝนตกและระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลน ไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้นจึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้ตามกำหนด ชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าวจนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจุบันก่อนการทำบุญกฐินเจ้าภาพจะต้องจองวัดและกำหนดวันทอดกฐินล่วงหน้า มีการเตรียมผ้าไตรจีวรพร้อมเครื่องอัฐบริขารและเครื่องไทยทาน มีการบอกบุญแก่ญาติมิตรตอนเช้าในพิธีจะแห่ขบวนกฐินเพื่อนำไปทอดที่วัดและแห่กฐินเวียนประทักษิณ 3 รอบจึงทำพิธี ถวายผ้ากฐิน นอกจากนี้อาจมีการทำบุญจุลกฐิน(กฐินแล่นซึ่งเป็นการทำผ้าไตรจีวรจากปุยฝ้ายแล้วนำไปทอดให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาเริ่มทำเพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก)ปัจจุบันชาวอีสานที่ไปทำมาหากินต่างถิ่น มักจะรวมตัวกันตั้งกองกฐินเพื่อนำกลับไปถวายที่วัดในหมู่บ้านตนเองซึ่งนอกจากจะเป็นการทำบุญแล้วยังได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวและญาติมิตรด้วย

อาชีพเลี้ยงควาย อาชีพดั้งเดิมผลตอบแทนดีรายได้ตัวละแสน ต้องรอลูกควายไม่พอขาย

0

“ผมมองว่าในต่างประเทศนั้นสายพันธุ์ควายเนื้อดีๆ ตัวหนึ่งมีราคาเป็นล้านบาทแล้วทำไมเราจะมาสร้างสายพันธุ์ควายของเราให้มีราคาตัวหนึ่งเป็นล้านบาทบ้างไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องควายนี่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนกับที่ประเทศไทยเรามี สู้ของเราไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามาสร้างฟาร์มตรงนี้แล้วให้เกษตรกรดูเป็นแบบอย่าง แล้วนำหลักการไปใช้ แบบไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงนิดหนึ่งย่อมนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างอาชีพการเลี้ยงควายที่จำหน่ายได้ทั้งในส่วนของตลาดเนื้อและตลาดสายพันธุ์ที่มีมูลค่าสูง”เสี่ยเฮง อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร บอกกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง เฮงฟาร์มควายไทย ที่วันนี้ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีรวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลาเฮง ฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทร. (084) 811-1777, (081) 379-7660 ปัจจุบันมีควายพันธุ์ดีทั้งแม่พันธุ์และพ่อพันธุมาก กว่า 50 ตัว“ฟาร์มแห่งนี้ ผมมีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา ผมเลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยงจึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป “แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสานทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้นตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น” เสี่ยเฮง กล่าว จุดเริ่มต้นของเสี่ยเฮง เริ่มจากแม่พันธุ์ควายที่ซื้อมาจากงานประกวด จำนวน 3 ตัวควายตัวเป็นแสนไม่พอขายวันนี้ราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับแต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหาว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอดเพราะตลาดมีความต้องการมากจะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้นเสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่าอาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ“เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปีจะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้หันมาให้ความสนใจและเริ่มเลี้ยงควายกันมากขึ้น โดย คุณสะอาด ชาญกิจกรรณ ปศุสัตว์อำเภอเมืองอุทัยธานีได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงกันอย่างคึกคักด้วยเป็นอาชีพทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีเรียกว่าสู้ภัยได้ทุกอย่างไม่ว่าจะภัยแล้งอย่างตอนนี้อาชีพเลี้ยงควายก็สู้ได้ไม่เดือดร้อนขอให้มีหญ้าอย่างเดียวสามารถอยู่ได้และราคาดีตลาดไม่มีเต็มมีแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญที่สุดจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งพันธุกรรมควายที่ดีที่สุด และเกษตรกรมีฝีมือในการเลี้ยงควายแบบเก่งมาก อย่างควายจากภาคอีสาน มีเกษตรกรที่จังหวัดอุทัยธานีซื้อมาเลี้ยงเพียง 2 เดือน เท่านั้น จำไม่ได้เลยเพราะอ้วนสมบูรณ์มากตอนนี้ถ้าเกษตรกรไม่หันมาเลี้ยงควาย ต่อไปอาชีพนี้จะไม่อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะราคาแม่ควายสวยๆ นั้นซื้อกันหลักแสนบาทแล้ว ทั้งที่ก่อนนี้ซื้อขายกันที่ตัวละ 30,000-40,000 บาท เท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคาดว่า ต่อไปคนรวยที่มีเงินเท่านั้นที่จะสามารถซื้อควายสวยๆ ของอุทัยธานีไปเลี้ยงได้” ปศุสัตว์อำเภอเมืองกล่าวเมื่อถามถึงสาเหตุที่ราคาซื้อขายควายในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยเฮง บอกว่า นอกจากการจำหน่ายในลักษณะของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นของตลาดคือ การสั่งซื้อควายไทยจากประเทศจีนเสี่ยเฮง กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นมา ทางประเทศจีนได้มีการสั่งซื้อควายจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี“ทางจีนเขาซื้อไปบริโภค โดยราคาเนื้อควายในประเทศจีน ชำแหละแล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 หยวน หรือ 750 บาท ดังนั้นเพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่งทางจีนจึงต้องการควายขนาดใหญ่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคาดว่า ควายตัวใหญ่ๆ ของอุทัยธานีหายไปกว่าร้อยละ50“แต่ตอนนี้ทางจีนได้ลดปริมาณการนำเข้าไม่มากเหมือนตอนช่วงต้นปี 2558 แต่ยังมีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเน้นเฉพาะควายตัวผู้ เสี่ยเฮงกล่าวดังนั้นถ้าสามารถทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มีการส่งออกเฉพาะควายตัวผู้ได้ ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนแม่พันธุ์ห้ามไม่ให้มีการส่งออก เก็บเพื่อไว้เป็นโรงงานผลิตควายของประเทศแบบนี้ละดีแน่นอน หมออาดกล่าวเสริมเลี้ยงแบบเสี่ยเฮงในการทำฟาร์มของผมนั้นจะมีการวางแผนไว้ทุกอย่างให้เป็นระบบไม่ว่าการเลี้ยง การจัดการ การป้องกันโรค เราวางไว้หมด จึงทำให้ไม่มีปัญหา และที่ผ่านมาผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทดสอบระบบเลี้ยงแบบแนวใหม่ อาทิ มีการเลี้ยงควายแยกเป็นคอกเดี่ยวมีการให้อาหารเสริมในช่วงตอนเย็น เป็นต้น พบว่ามีผลดีอย่างมากไม่มีผลเสียอะไรเลย เช่น สามารถควบคุมเรื่องโรคระบาดได้ง่าย มีลูกโอกาสเสี่ยงที่จะตายน้อยรวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ได้ง่าย อย่างการไม่เป็นสัด หรือผสมไม่ติดได้ดีและง่ายมากขึ้นแปลงหญ้าอาหารสัตว์เป็นความสำคัญอันดับแรกที่เสี่ยเฮงบอกว่าเกษตรกรมีการปลูกสร้างไว้เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบซึ่งสายพันธุ์หญ้าที่ฟาร์มแห่งนี้ปลูกได้แก่ หญ้าแพงโกล่าหญ้าธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากหญ้าเมื่อสมัย 50 ปีเพราะอะไรมาจากที่ดินได้โดนสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารต่างๆทุกอย่างทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ที่สำคัญในดินหมดไป ต้นหญ้าจึงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อควายน้อยลงจากที่ 50 ปีที่แล้ว เคยกล่าวกันว่า กินหญ้าอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ต่างกันดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าหรือมีการให้อาหารเสริมที่จำเป็นพร้อมกันนี้ เสี่ยเฮงยังกล่าวถึงการเลี้ยงควายในลักษณะคอกเดี่ยวว่าการเลี้ยงแบบคอกเดี่ยวทำให้สามารถจัดการด้านความสมบูรณ์ของควายตัวนั้นๆได้ง่ายอย่างตัวไหนผอมไปเราก็สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้น ตัวนี้เป็นโรคนะก็สามารถเลี้ยงขังไว้ในคอกเดี่ยว ทำให้ป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ง่าย เป็นต้นแต่ถ้าถามว่าจะเลี้ยงควายให้เหมือนกับการเลี้ยงวัวเนื้อได้ไหม ที่มีการเลี้ยงแบบยืนโรง มีการนำหญ้านำอาหารมาให้กิน จากผลที่ผมทดลองพบว่า ควายจะอ้วนแต่ไม่แข็งแรง ลักษณะเนื้อที่ได้ก็ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องมีการปรับให้ควายได้ออกกำลังด้วยการปล่อยลงทุ่ง โดยทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จะปล่อยควายให้ลงทุ่งหากิน นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง ควายนั้นด้วยลักษณะทางกายภาพของร่างกาย จะไม่ทนร้อน พอแดดออกร้อนจัดๆ ควายจะต้องหาร่มอยู่ เล่นปลัก เพื่อให้ตัวเย็น พอตัวเย็นเท่าที่ผมสังเกตจะพบว่า ควายจะเดินขึ้นมากินอีกเหมือนเป็นการกระตุ้นพอผิวเริ่มแห้ง ก็จะเดินลงโคลนลงน้ำใหม่อีกรอบพอสัก 11 โมงเช้า จะพาควายกลับมาอยู่ในที่ร่มในพื้นที่ใกล้คอกเลี้ยงโดยจะมีการเสริมหญ้าสดและหญ้าแพงโกล่าแห้ง และเมื่อถึงเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง หรือ 4 โมง แดดเริ่มร่ม จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้งหนึ่ง และจะกลับมาเข้าคอกในช่วง 6 โมงเย็น เสริมด้วยหญ้าสดและหญ้าแห้งอีกรอบ ซึ่งระหว่างที่กลับมาคอก ผมจะแยกควายออกเป็น ควายแม่ลูกอ่อน แม่เดี่ยว เข้าคอกแล้วดูว่าแต่ละตัวควรให้อะไรเสริม อย่างตัวไหนแก่ หรือมีลูก จะให้แร่ธาตุ ให้อาหารข้นเสริม หรือให้รำเสริมตัวละ 2 กิโลกรัม ผมจะให้อาหารเสริมในช่วงเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้กินในช่วงมื้อเช้าแล้ว ควายออกทุ่งจะไม่กินหญ้าเพราะอิ่มไปแล้วสำหรับอาหารเสริมที่ให้นั้น เสี่ยเฮง บอกว่า จะให้เฉพาะแม่ควายท้องเท่านั้น สาเหตุที่ให้เพราะช่วยทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น เมื่อคลอดออกมาจะช่วยทำให้สามารถเติบโตได้ดี สมบูรณ์แข็งแรง มีโครงการสร้างลำตัวใหญ่ โดยอาหารเสริมที่ให้จะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแม่โคที่น่าสนใจอีกประการในการติดตามพฤติกรรมของควายที่เลี้ยงแต่ละตัวของเสี่ยเฮงคือ จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในคอกเลี้ยง เพื่อดูว่าควายแต่ละตัวมีสภาพเป็นอย่างไร หากเกิดปัญหาอะไรจะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที“ส่วนในเรื่องของปลักโคลนสำหรับควาย สมัยก่อนชาวบ้านเลี้ยงกันจะต้องมีปลักไว้ให้ควายลงเล่น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดความร้อนในตัวควายและช่วยป้องกันเรื่องแมลงเพราะโคลนจะเคลือบผิว ทำให้แมลงกัดไม่ถึงเนื้อ แต่ก็มีข้อเสีย ซึ่งจากที่ผมศึกษาพบว่า ปลักโคลนทำให้เกิดการติดเชื้อโรคง่าย ควายท้องแก่ออกลูกมาบางตัวจมน้ำตาย เพราะปลักเป็นโคลนเป็นน้ำลึก และไม่สะดวกในการดูแลเพราะเคยทำปลักให้ปรากฏว่าเละ คนดูแลเข้าไปเจอสะบัดโคลนใส่เลอะไปหมดจึงปรับให้เป็นสระน้ำใส ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เพียงแต่ว่า ควายจะต้องลงเล่นน้ำบ่อยมากกว่า เพราะการคลุกโคลนในปลักนั้นจะอยู่ได้นาน บ่ายหนึ่งจะลงเล่นปลักแค่รอบเดียว แต่การลงเล่นน้ำในสระน้ำใส ควายจะต้องลงน้ำอย่างน้อย 3 รอบ”สำหรับสระน้ำที่ทางฟาร์มจัดทำขึ้น จะมีระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ประมาณ 3 เมตรในส่วนของการผสมพันธุ์นั้น ที่ฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์คุมฝูง โดยพ่อพันธุ์เด่นของฟาร์ม ได้แก่ เจ้าเงินอุทัย ซึ่งเป็นควายที่มีความสวยงามโดดเด่น ให้ลูกดีเราต้องการพัฒนาเรื่องพันธุกรรมของควายในฟาร์มให้ยอดเยี่ยมมากขึ้นจึงคัดสรรพ่อพันธุ์ชั้นดีเข้ามาอย่างเจ้าเงินอุทัยเคยให้ลูกสวยมากไปประกวดที่ไหนก็ได้รางวัลมากที่สุด และที่สำคัญเคยมีคนมาตั้งราคาซื้อลูกของเจ้าเงินอุทัยถึงตัวละ 1.5 ล้านบาท เสี่ยเฮงกล่าวด้วยลักษณะที่โดดเด่นของเจ้าเงินอุทัย เสี่ยเฮงจึงซื้อเข้ามาคุมฝูง พร้อมทั้งรีดน้ำเชื้อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจในราคาโด๊สละ 500 บาทเมื่อถามถึงต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นกับการใช้รูปแบบนี้ เสี่ยเฮง บอกว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเมื่อแม่พันธุ์สมบูรณ์ ลูกที่ออกมาจะดี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมายถ้าเกษตรกรสนใจการลงทุนนั้นจะมีเฉพาะค่าสายพันธุ์ ส่วนอย่างอื่นนั้นจะน้อยมากแต่ขอให้ปรับระบบการเลี้ยงมีการทำแปลงหญ้ามีการจัดการที่ดี เข้าใจควายว่าต้องการอะไรอย่างไร แล้วความสำเร็จต้องเกิดขึ้นแน่นอน เสี่ยเฮง กล่าวทิ้งท้าย

การอนุบาลลูกไก่แรกเกิดช่วงหน้าหนาว

0

การอนุบาลลูกไก่แรกเกิดช่วงหน้าหนาว
ด้วยอากาศที่หนาวมากในช่วงนี้ การอนุบาลลูกไก่แรกเกิดต้องดูแลเป็นพิเศษ หากความอบอุ่นไม่เพียงพอลูกไก่จะเสี่ยงเป็นโรคหลอดลมอักเสบได้ง่าย อีก 1 วิธีในการเลี้ยงลูกไก่ให้รอด คือการแยกลูกไก่มาอนุบาลในกล่อง พร้อมติดหลอดไฟให้ความอบอุ่นโอกาสรอด 100% ใช้พื้นที่น้อยดูแลง่ายลูกไก่ได้ความอบอุ่นตลอดทั้งวันสถานที่เลี้ยงไม่หมักหมมทำความสะอาดได้ง่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าและที่สำคัญแม่ไก่ไม่โทรมจากการเลี้ยงลูกไม่เสียเวลาในการขยายพันธ์อัตราการรอดชีวิตลูกไก่สูงกว่าแม่ไก่เลี้ยงเองอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1.กล่องเบียร์2.หลอดไฟ 100 วัตต์3.ตัวหรี่ไฟเพื่อปรับแสงสว่างช่วยควบคุมอุณหภูมินำขั้วหลอดไฟเจาะติดด้านในกล่องสูงจากพื้นกล่อง 30 เซนติเมตร1.เมื่อลูกไก่ฟักออกเป็นตัวแล้วให้แยกลูกไก่มาใส่กล่องเบียร์ที่เตรียมไว้(กล่องเบียร์ประกอบเข้ากับหลอดไฟแล้ว)รองพื้นกล่องด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อสะดวกในการกำจัดขี้ไก่วันแรกของการอนุบาลลูกไก่อย่าพึ่งให้กินอาหารเพราะระบบย่อยอาหารของลูกไก่ยังไม่ดีพอ(ลูกไก่แรกเกิดจะมีถุงอาหารมาด้วยสามารถอยู่ได้ 2 วันโดยไม่กินอาหาร ) ใช้ฟ๊อกซี่ Foxy ฉลากสีฟ้าผสมน้ำสะอาดให้ลูกไก่กินติดต่อกัน 3 วันแรก ป้องกันโรคกัมโบโร ขี้ติดก้น ภาชนะใส่น้ำใช้ขวดแป็ปซี่ตัดก้นสูงจากพื้นไม่เกิน 2 เซนติเมตร ลูกไก่จะกินน้ำได้ง่ายและป้องกันลูกไก่ตกน้ำ ช่วงกลางคืนใช้ตัวหรี่ไฟปรับแสงสว่างควบคุมอุณหภูมิให้ร้อนขึ้นและปิดปากกล่องด้วยมุ้งกันยุง2.วันที่สองของการอนุบาลลูกไก่ เริ่มโปรยอาหารให้กินที่ละน้อยให้ไก่หัดกิน อย่าโปรยให้เยอะลูกไก่จะเขี่ยเล่น ให้กินวันละ 3 เวลา(ถาดรองอาหารลูกไก่ควรเป็นสี เหลือง หรือ สีแดง เพื่อกระตุ้นการกินอาหารไก่ชนจะชอบสีฉูดฉาด)ลูกไก่เกิดใหม่อย่าให้อาหารแข็งจำพวกปรายข้าวไก่จะย่อยยากให้กินหัวอาหารไก่เล็กหรืออาหารหมูนมบดละเอียดทำเหมือนเดิมทุกๆ วัน ค่อยๆเพิ่มบริมาณอาหารเข้าไปวันที่สี่ของการอนุบาล ใช้วิตามิน Bio+B12 ผสมน้ำสะอาดให้ลูกไก่กินป้องกันหวัดและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เมื่อครบ 7 วัน ถึงกำหนดการทำวัคซีนให้วัคซีนรวมป้องกันโรค นิวคาสเซิ่ลและหลอดลมอักเสบ หลังจากทำวัคซีนแล้วเปลี่ยนกล่องใบใหม่เพื่อกำจัดเชื้อโรคกล่องเก่านำไปเผาทำลายเสียใช้วิตามิน Bio+B12ผสมน้ำสะอาดให้ลูกไก่กิน 3 วันติดลูกไก่จะได้ไม่ง่วงซึมหรือเครียดจากการทำวัคซีน3.การที่ลูกไก่จะโตไวน้ำหนักได้มาตรฐานนั้น อาหารการกินเป็นปัจจัยหลัก เมื่อลูกไก่เริ่มโตเข้าวันที่ 15 -16 ต้องมีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อให้เข้ากับช่วงอายุ ใช้ปลายข้าว ,ข้าวโพด ,รำข้าว ต้มผสมรวมกัน นำไปให้ลูกไก่กิน โดยให้กินทั้งวันอย่าให้ขาด ช่วงนี้ลูกไก่จะโตไวมากน้ำหนักขึ้นดี โตไวแข็งแรง. ช่วงนี้ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตุ หากลูกไก่มีการกระโดด บินขึ้นลงปากกล่อง แสดงว่าลูกไก่แข็งแรงมากแล้วและมีภูมิคุ้มกันโรคพอสมควร ให้ย้ายลูกไก่ออกจากกล่องเบียร์ นำไปเข้ากรงอนุบาลขนาด 80×80 เซนติเมตร ปิดทับด้วยมุ้งกันยุง และมีถาดรองขี้ไก่ด้านล่าง จะได้ไม่เป็นแหล่งหมักหมมและทำความสะอาดได้ง่าย4.เข้าวันที่ 21 ถึงกำหนดทำวัคซีน ป้องกันโรคฝีดาษ จับไก่แยกออกมาทำความสะอาดฆ่าเชื้อกรงอนุบาลหลังจากนั้นให้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลงไปที่ปีกลูกไก่บริเวณพังผืดใช้วิตามิน Bio+B12 ผสมน้ำสะอาดให้ลูกไก่กิน 3 วันติด ลูกไก่จะได้ไม่ง่วงซึมจากการทำวัคซีนหลังจากนั้นให้อาหารไก่รุ่นต้องมีโปรตีน17% ขึ้นไป จะใช้สำเร็จรูปของ CP สูตร2 หรือผสมเองตามสูตรก็แล้วแต่สะดวก รำข้าว+ปรายข้าว+ข้าวโพด+อาหารหมูนม+เปลือกหอยป่น+ปลาป่น+อาหารลูกสุนัขชนิดเม็ด โปรตีนสูง เมื่อลูกไก่โต 1-2 เดือน อาจจะเพิ่มอาหารหนักๆ เข้าไป เอาที่หาได้ง่ายๆ เช่น , กล้วยสุก ,หญ้าอ่อนสด ,ปลวก ,ข้าวโพด ,ข้าวเปลือก ,มันสำปะหลัง ,หยวกหมัก ,กากมะพร้าว ,กากถั่วเหลือง ,ต้นกล้วย. ที่สำคัญอาหารอย่าให้ขาดต้องให้กินทั้งวัน เมื่อไก่เริ่มโตเข้า 3-4เดือน นำไปปล่อยฝูง หรือจะเลี้ยงแบบระบบปิดก็ดีคอกอากาศถ่ายเทสะดวกขนาด 4×4 cm เลี้ยงไก่ได้ 20-30 ตัว**ข้อแนะนำ** ทำไมต้องใช้กล่องเบียร์ กล่องเบียร์มีราคาถูกหาได้ง่ายเมื่อผ่านการใช้งานไปนานๆ ก็เปลี่ยนทิ้งได้สะดวกไม่เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรคกล่องเบียร์อนุบาลลูกไก่ควรเปลี่ยนทุกๆ 2 อาทิตย์ อย่าใช้นานกว่านั้นถาดรองอาหารลูกไก่ควรเป็นสีเหลืองหรือสีแดงเพื่อกระตุ้นการกินอาหาร ไก่ชนจะชอบสีฉูดฉาดหลังจากนั้นเราจะสังเกตุได้ว่าลูกไก่มีพัฒนาการที่ดี โตไวแข็งแรง ภูมิคุ้มกันโรคดีไม่มีโรคแทรกซ้อน 3-4 เดือนไก่บางตัวอาจจะหัดขันได้เลย

The Angel Home บ้านเทวดา ถูกหลักและเป็นมงคล

0

พาไปดูไปชมแนวความคิดใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเรา นั้นคือการเปลี่ยนโฉมศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายายจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยกลายเป็น ไอเดีย ศาลพระภูมิเจ้าที่แนวใหม่ ทันสมัยได้ต่างจากเดิม ที่มาของไอเดียนี้ก็คือเพจเฟสบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า”The Angel Home บ้านเทวดา” ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรคศาลพระภูมิเจ้าที่แนวใหม่ให้เข้ากับตัวอาคารบ้านเรือนมากยิ่ง

ขึ้น ดูสวยงามกลมกลืนไปกับอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของผู้คนในยุคนี้เพราะบางทีที่พักอาศัยหรืออาคารในสมัยนี้ก็โมเดิร์นจริง ครั้นจะเอาศาลพระภูมิแบบเดิมไปตั้งก็ดูขัดกันเหลือเกินเรียกว่าเป็นไอเดียที่ดีเลยทีเดียว หรือสามารถแม้กระทั่งที่จะออกแบบศาลพระภูมิเจ้าที่ให้เหมือนกับตัวบ้านเลยก็ได้ งั้นวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับศาลพระภูมิแบบใหม่ทันสมัยกัน
ศาลที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่สถิตของเทพารักษ์ พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีลักษณะเป็นวิหารหลังเล็กตั้งอยู่บนเสาเดี่ยวหรือปะรำทำจากปูนหรือไม้เป็นต้น ตั้งไว้ในจุดที่เชื่อว่าเป็นมงคล ซึ่งมักจะอยู่ริมรั้วหรือมุมหนึ่งนอกบ้าน และบ้านหนึ่งก็อาจมีศาลพระภูมิมากกว่าหนึ่งหลังปัจจุบันแม้บ้านเมืองจะเจริญไปตามกาลเวลาเรื่องศาลพระภูมิเจ้าที่ยังคงอยู่ในสังคมไทย จึงมีการออกแบบศาลให้เข้ากับตัวอาคารบ้านเรือนมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราจะเห็นศาลเหล่านี้ตามตึกสำนักงาน บ้านที่ออกแบบศาลไปในทางเดียวกัน ตลอดจนโรงแรมดังๆ ก็เช่นกัน ศาลพระภูมิเจ้าที่แนวใหม่ทันสมัยได้ต่างจากเดิม ถูกหลักและเป็นมงคลมีแบบไหนน่าสนใจบ้างวัสดุและวิธีการสร้างแข็งแรงทนทาน

รีโนเวทบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ในงบ 450,000 บาท สถาปนิกคุมงบเอง หาช่างเอง

0

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปดูว่าถ้าสถาปนิกอยากจะรีโนเวทบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ของตัวเองในงบ 450,000 บาท จะออกมาสยงามน่ามองขนาดไหน เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปคนละหลังเลยทีเดียวได้ผู้รับเหมาที่รู้จักกันเลยได้ราคาค่อนข้างถูกครับ ซึ่งราคาประเมินอาจจะแพงกว่านี้

ภาพแบบร่างบ้านที่ออกแบบปรับปรุงมีการปรับเปลี่ยนวัสดุ ปรับดีไซด์และตัดบางอย่างออกในช่วงก่อสร้างจริงด้วยงบประมาณที่จำกัดครับ จึงมีบางอย่างที่อาจจะไม่มีตามแบบร่างนี้ครับ หวังว่าจะพอเป็นไอเดียให้ท่านที่สนใจอยากจะลองรีโนเวทดูบ้างครับไม่มากก็น้อย

เขียนเอง

เขียนเอง

เขียนเอง

เขียนเอง

เขียนเอง

แบบผังบ้านชั้น 1 และชั้น 2 พร้อมรูปตัด บ้านหลังที่รีโนเวทไปต้องขอย้ำอีกทีว่าราคารีโนเวทบ้านจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับสภาพบ้านเดิมด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าเก่ามากก็ต้องทำใหม่ก็ต้องบวกทั้งค่ารื้อและค่าทำใหม่และอีกส่วนจากการเลือกใช้วัสดุรูปแบบผังและฟังก์ชั่นในบ้านเป็นแบบมาตรฐานตามชนบท ภายนอกไม่ได้ปรับอะไรมาก เน้นปรับปรุงข้างในเป็นหลัก

แนวคิดคืออยากให้บ้านกว้างขึ้น มีพื้นที่โล่งมากขึ้นโดยการย้ายตำแหน่งบันไดมาไว้อีกฟากของบ้าน เพื่อเจาะผนังตรงบันไดเดิมให้ทะลุห้องครัว และเจาะช่องบริเวณโถงกลางบ้านให้ทะลุถึงชั้นสอง เพื่อให้มีความต่อเนื่องของที่ว่าง ทำให้ลมไหลเวียนได้ทั่วทั้งบ้าน ชั้นบนกั้นห้องใหม่ทั้งหมด และใช้แผ่นยิปซั่มบอร์ดปิดโครงไม้เดิมเพื่อความสวยงาน หน้าบ้านเพิ่มหลังคากันสาด ตกแต่งด้วยระแนงแบบซ้อนเกล็ด

รูปบ้านเก่ารูปบ้านเก่า

รูปบ้านเก่า

รูปบ้านเก่ารูปบ้านเก่ารูปบ้านเก่า

รูปบ้านเก่า

มุมห้องน้ำกับห้องครัวยังคงวางฟังก์ชั่นไว้ในตำแหน่งเดิม เนื่องจากปลวกกินโครงสร้างหลังคาไปบางส่วนแล้วและเสาก็เกิดการแตกเพราะเป็นเสาเก่าที่รื้อมาจากบ้านหลังอื่นและใช้มาหลายปี บริเวณนี้จึงมีการตั้งเสาใหม่เป็นเหล็กและโครงหลังคาเหล็กแทนของเดิมทำให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสว่างให้บริเวณหน้าห้องน้ำและครัวด้วยการเลือกใช้หลังคาโปร่งแสงลอนเมทัลชีสเฉพาะจุดที่ต้องการ และใช้ช่องเซอร์วิสฝ้าเปิดให้แสงลงใช้แผ่นอะคลีลิคใสวางปิดมีหลายท่านตั้งข้อสังเกตุและสงสัยว่าเป็นคนละหลังรึเปล่า หรือว่าราคา 450,000 นี้ทำได้จริงรึเปล่า
ต้องขอเรียนแจ้งทุกท่านว่า
1. บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังเดียวกันแน่นอนครับเพราะว่าเป็นบ้านของผมเอง
2. ราคาที่ได้ค่อนข้างถูกแบบนี้ด้วยที่ผมเป็นสถาปนิกที่พอจะรู้เรื่องวัสดุอยู่บ้างบวกกับที่เป็นคนซื้อของเอง เดินร้านขายวัสดุก่อสร้างเอง รอช่วงโปรลดราคาถูกแล้วค่อยซื้อ ทยอยซื้อของเก็บไว้ วัสดุก่อสร้างอื่นๆ อย่างทรายก็หารถไปขนที่ท่าทรายเอง มีของเหลือจากผู้รับเหมาบ้างก็เอามาใช้ ทำให้ราคาวัสดุอุปกรณ์คุมได้ประมาณ 300,000 ตามที่บอก

รวมรูปให้เลยละกัน

ส่วนผู้รับเหมาที่มาทำเนื่องจากว่ารู้จักและสนิทกันอยู่แล้วก็คิดแค่ราคาค่าแรงคนงาน โดยไม่ได้คิดค่ากำไรอย่างที่รับงานปกติ ดังนั้นราคาโดยรวมก็จึงอยู่ที่ประมาณ 450,000 ซึ่งถ้าถามว่าราคานี้ทำหลังอื่นได้หรือไม่ ก็คงตอบยากครับ สุดท้ายก็ขอย้ำเรื่องเดิมว่าเราเป็นสถาปนิกรับออกแบบเป็นหลักครับ ทั้งออกแบบใหม่และรีโนเวท ไม่มีรับเหมาก่อสร้างด้วยอย่างที่หลายท่านเข้าใจขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับเครดิต http://www.sanook.com