23.1 C
Paris
วันเสาร์, กรกฎาคม 20, 2019
หน้าแรก บล็อก หน้า 2

การคัดเลือกไก่หนุ่มที่จะเลี้ยงเลือกอายุช่วงไหนถึงจะเหมาะ

0

สำหรับการเลี้ยงไก่การทำตัวหรือการคัดเลือกไก่เพื่อมาทำการฝึกฝน พัฒนาความแข็งแกร่ง โดยทั่วไปจะดูที่ความสมบูรณ์ของไก่เป็นหลัก ช่วงอายุที่นิยมนำไก่หนุ่มมาเพาะเลี้ยง จึงเป็นช่วงที่กำลังหนุ่มเต็มวัย คือช่วงอายุ 8-9 เดือน ความคุ้นเคยการคัดเลือกไก่หนุ่ม 8-9 เดือน เพื่อมาเลี้ยงออกแข่งขันจึงควรคัดเลือกจากไก่ลูกหนุ่มที่มีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรงเป็นหลัก หากพบความผิดปกติ อกคต ปากเบี้ยว ปีกโหว่หรือลักษณะอื่นๆ ก็ไม่ควรที่จะนำมาเลี้ยงควรจับคัดแยกออกไป ส่วนตัวที่มีลักษณะที่ดีเราก็ทำการเลี้ยงให้อาหารให้น้ำแล้วค่อยเริ่มนำมาอาบน้ำทำความสะอาดเพื่อจะได้ทำการทดสอบในขั้นตอนถัดไปสำหรับขั้นตอนการเช็ดน้ำ กาดแดด จะทำต่อเนื่อง 2-3 วันเฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเป็นการทำความสะอาดด้วยก่อนที่จะนำไปคัด แตะกับไก่นวมเพื่อดูเชิง ขั้นตอนนี้ควรป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นควรพันตอ พันก้อย ให้เรียบร้อยก่อนการปล้ำคัดทุกครั้งการคัดไก่หนุ่ม มักเตะคัดกัน 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการเช็คผลงาน หากเป็นไก่ใหม่ การแข่งขันแค่ครั้งแรกจึงอาจไม่สามารถสรุปได้ ว่าไก่ชนตัวนี้เก่งหรือไม่เก่ง ครั้งแรกไก่ที่คัดมาบางตัวก็ถือว่าทำได้ดีเลยหรือบางตัวอาจยังโชว์ฟอร์มไม่ดีนัก ก็นำมาเช็ดน้ำเอาไว้ก่อนอีกสักประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ลองนำมาเตะกับไก่นวมอีกครั้ง เพื่อดูลักษณะชั้นเชิง ซึ่งไก่ตัวเก่งๆ หลายตัวต้องได้ลองตีกับไก่นวม 2-3 ครั้ง ไก่ที่เก่งๆ หลายต่อหลายตัว 1-2 ครั้งแรกไม่ดีเลย แต่มาดีในครั้งที่ 3 ก็มีให้เห็น ซึ่งต้องให้โอกาสให้ไก่ได้ปรับตัวก่อน แต่ถ้าตัวไหนไม่ไหวจริง ก็จำเป็นต้องคัดแยกออกจำหน่ายเป็นไก่เนื้อหรือเก็บไว้เป็นไก่นวมต่อไปการเสริมสร้างพละกำลังให้ไก่ คือจะปล่อยให้ไก่วิ่งลู่เป็นหลัก การวิ่งไปมาทำให้ได้เคลื่อนไหว เคลื่อนย้ายร่างกายได้อย่างเป็นอิสระ และก็ถือว่าเป็นการไม่หักโหมเกินไปด้วย เพราะหากเหนื่อยไก่ก็หยุด ซึ่งไก่ที่เลี้ยงออกชนจะขังสุ่มเฉพาะตอนนอนในเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนกลางวันอยู่ในลู่ตลอด โดยทำมาจากโครงเหล็ก ขนาดกว้างประมาณ 1.2 เมตร ยาว 2.5 เมตร และสูงประมาณ 1.2 เมตร ปิดล้อมด้วยตาข่ายอวน 5 ด้าน มีช่องเปิดปิดเพื่อเข้าไปจับไก่ได้อย่างสะดวก ด้วยลู่วิ่งมีขนาดใหญ่ ทำให้ไก่แสดงพฤติกรรมทางธรรมชาติ การเคลื่อนย้ายและกระพือปีกได้อย่างเต็มที่การเลี้ยงในช่วงเย็นจะไม่ได้เช็ดน้ำไก่ เนื่องจากกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว หากขนไก่ไม่แห้งทำให้ไก่ไม่สบายได้ ใช้วิธีแค่เช็ดเท้าแล้วให้เข้านอนเท่านั้น ซึ่งโรงนอนสำหรับไก่ที่ออกชน เป็นห้อง 4 เหลี่ยมล้อมด้วยลูกกรงระบายอากาศได้ดี ด้านล่างปูทึบเพื่อกันลม ส่วนพื้นเป็นพื้นทรายที่มีความยืดหยุ่นที่ดี นำพรมมาปูแล้วนำไก่มาครอบสุ่มกลางมุ่งให้นอนด้วยเมื่อไก่สมบูรณ์ดีแล้ว ทุกๆ 4-5 วัน ก็นำมาเตะไก่นวม ถือเป็นการออกกำลังกายที่ได้ทุกสัดส่วน รวมทั้งยังเพิ่มลีลา ชั้นเชิงและไหวพริบในการชนด้วย ครั้งแรกอาจให้ไก่เตะนวมสัก 1 อัน ประมาณ 20-22 นาทีเท่านั้น และพอเตะนวมได้สัก 2-3 ครั้ง ก็เพิ่มเป็น 2 อัน และเตะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของไก่ด้วยหรือไม่สบายก็ให้เว้นออกไป เมื่อลองไก่นวมได้ 2-3 ครั้ง ทำให้ไก่มีความแข็งแกร่งขึ้นโดยปล้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ ครั้งแรกอาจปล้ำสัก 1 อัน 20-22 นาที หลังจากนั้นก็ปล้ำครั้งละ 2 อันไปตลอด ขณะเดียวกันทุกๆ 4 วัน ก็นำไก่ออกมาเตะไก่นวมด้วย ซึ่งก็สลับกันไปเรื่อยๆ ทำให้ไก่มีความแข็งแกร่งขึ้นโดยธรรมชาติและเมื่อเตะไก่นวมรวมได้สักประมาณ 12-13 อัน และปล้ำได้ประมาณ 7-8 อัน ก็พิจารณาความพร้อมโดยดูความสมบูรณ์ ความคึกคัก ก็ใช้ได้
ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล: https://kaichononline.com

การปลูกกล้วยไว้ทำอาหารไก่แบบกลับหัว

0

การเลี้ยงไก่เพื่อประหยัดต้นทุนค่าอาหารแน่นอนผลดีคือประหยัดค่าอาหารไก่ ข้อเสียคือต้นกล้วยโตไม่ทันอาหารขาดตอน ต้นกล้วยโตไม่ทัน แตกหน่อช้าเพราะเราตัดต้นกล้วยอาทิตย์ล่ะ 3-4 ต้นถ้าใครมีไก่เยอะวันนี้เลยจะมาแนะนำการปลูกกล้วยให้โตไวแตกหน่อเยอะด้วยหน่อกล้วยจากต้นที่เราตัดเข้าขั้นตอนการทำเลยครับ1.ช่วงที่ตัดต้นกล้วยไปทำอาหารไก่ควรตัดให้เหลือโคนสูงจากพื้น 20-30 เซนติเมตร
2.ใช้เสียมแซะหน่อออกจากดินให้มีรากติดอยู่
3.ขุดหลุมลึก 40-50 เซนติเมตร วางหน่อที่เตรียมไว้ให้ส่วนรากชี้ขึ้นฟ้าเเล้วกลบดิน(ปลูกกลับหัว)4.การดูแลไม่ต้องทำอะไรมากแค่รดน้ำทุกวันไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพราะก่อนแตกหน่อ มันจะกินอาหารจากลำต้นเดิม การปลูกกล้วยด้วยวิธีนี้ เพียง 1 เดือนก็จะเริ่มแตกหน่อกล้วยใหม่ 2-4 หน่อต่อ 1 หลุม
5.หลังจากปลูกแค่ 2-3 เดือน ต้นกล้วยจะสูง 1 เมตรขึ้นไป และสามารถตัดเพื่อมาทำอาหารไก่ได้ตอน ต้นกล้วยมีอายุ 6-7 เดือน ต้องตัดก่อนกล้วยจะออกเครือ ไม่งั้นสารอาหารจะไปอยู่ที่เครือกล้วยหมด)ในขณะที่การปลูกแบบปกติทั่วไปต้องใช้เวลาเป็นปีหลังจากนั้นทุกท่านก็จะมีต้นกล้วยมาทำหยวกหมัก ผสมอาหารไก่ลดต้นทุนค่าอาหารได้ตลอดปีแบบไม่ขาดตอน มีพื้นที่น้อยก็ทำได้ครับ

5 เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ที่คิดจะเลี้ยงวัว

0

สำหรับผู้เลี้ยงวัวเนื้อมือใหม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ รวมถึงเทคนิคในการเลี้ยงวัว เพราะในการเลี้ยงวัวเนื้อนั้นมีขั้นตอน รายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจ ควรที่จะนำไปปฎิบัติเพื่อให้การเลี้ยงวัวเนื้อได้ประสิทธิภาพ ได้ผลที่ดี สามารถทำกำไรในระยะเวลาสั้นและมีมูลค่าที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้เลี้ยงเทคนิคที่ว่านั้นได้แก่1.เตรียมพื้นที่ในการเลี้ยงวัวพื้นที่ที่จะเลี้ยงวัวคือพื้นที่ที่วัวจะอยู่เติบโต ใช้ชีวิตในช่วงเวลาก่อนที่วัวจะพร้อมสู่การนำไปขายได้ เนื่องจากวัวเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวใหญ่ พื้นที่ในการเลี้ยงจึงต้องใช้บริเวณที่มีขนาดใหญ่เหมาะสม การเลี้ยงวัวมีได้สองลักษณะคือ การเลี้ยงแบบชาวบ้านที่เลี้ยงไปตามทุ่งตามนา การเลี้ยงแบบนั้นจำเป็นต้องมีคนคอยเฝ้า มีพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถนำวัวไปเดินมีหญ้าให้วัวแทะเล็ม ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือการเลี้ยงแบบฟาร์มต้องมีการทำคอกรวมถึงรางอาหารรางน้ำที่ถูกสุขลักษณะ มีความสะอาดสำหรับวัว มีขนาดคอกที่กว้างขวางเพียงพอ
2.การเลือกวัวเนื้อที่จะเลี้ยง
พันธุ์ของวัวเป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาเป็นพิเศษสายจะเลือกมาเลี้ยงจะต้องดูจากความเหมาะสมของลักษณะการเลี้ยงรวมถึงสถานที่ ท้องถิ่นที่จะเลี้ยงด้วย เพราะ3.ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมผู้เลี้ยงต้องมีการศึกษาหาความรู้ให้ลึกซึ้งลงรายละเอียดเกี่ยวกับวัวที่เลี้ยงธรรมชาติของวัวพันธุ์นั้น สามารถปรับวิธีการเลี้ยงให้เข้ากับนิสัยใจคอ ลักษณะของวัวหรือข้อเด่น จุดได้เปรียบที่จะทำให้วัวเติบโตเร็วแข็งแรงมีน้ำหนักมีลักษณะที่ดี สามารถขายได้ราคา
4.ศึกษาการตลาดเกษตรกรมือใหม่ไม่เพียงแต่จะต้องรู้จักมีความเชี่ยวชาญการเลี้ยงวัวเท่านั้น แต่ควรจะเรียนรู้และศึกษาเทคนิคกลไกตลาดในการค้าวัวเนื้อ หาแหล่งที่รับซื้อที่ได้ราคา รู้จังหวะในการขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีด้วย เพราะการจะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัวเนื้อ นอกจากการเลี้ยงวัวให้เติบโตแข็งแรง มีลักษณะดี มีน้ำหนักดีแล้ว ยังต้องประสบความสำเร็จในด้านกลไกการตลาดอีกด้วย
5.เสาะหาวิธีลดต้นทุน
เคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัวเนื้ออีกข้อหนึ่งก็คือ การเสาะหา ทดลอง เรียนรู้วิธีในการลดต้นทุนการเลี้ยงโดยยังคงคุณภาพที่ดีในการเลี้ยงด้วย เช่น การเลี้ยงด้วยวัตถุดิบที่ประหยัดแต่มีคุณภาพดีเพียงเท่านี้ก็จะทำให้การเลี้ยงวัวเนื้อของผู้เลี้ยงมือใหม่เป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จได้ ผู้เลี้ยงวัวเนื้อจะต้องใช้เวลา สะสมประสบการณ์เรียนรู้องค์ความรู้ให้มากขึ้นด้วย
แหล่งที่มา:http://www.farmsteadinc.com

ฟางข้าววัสดุธรรมชาติที่มีประโยชน์มหาศาลที่ใครๆ อาจไม่รู้มาก่อน

0

วัสดุธรรมชาติที่มีประโยชน์มหาศาลที่เพื่อนๆ เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดีนั่นก็คือฟางข้าวเราใช้ประโยชน์จากฟางข้าวหลายวิธี มาดูกันว่าประโยชน์ของฟางข้าวมีอะไรบ้างช่วยปรับโครงสร้างของดินที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง ให้เกิดความสมดุลสร้างดินให้มีชีวิตช่วยประหยัดน้ำในการรดต้นพืชรักษาความชื้นให้แก่ดิน1.ฟางข้าวจะช่วยควบคุมพืชที่เป็นวัชพืชในนาข้าวไม่ให้งอกเจริญเติบโต โดยฟางที่คลุมผืนนาจะบดบังแสงแดดไม่ให้ส่องถึงและยังจะช่วยรักษาความชื้นของดินในนาให้อยู่ได้นาน ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวมีน้ำเพียงพอแม้จะมีสภาวะแห้งแล้งติดต่อกันก็ตาม ต้นข้าวก็สามารถเจริญงอกงามให้ผลผลิตสูงกว่าการเปิดดินโดยปราศจากฟางข้าวคลุมดิน2.ความชื้นในสภาพคลุมฟางในนาข้าวหลังเก็บเกี่ยวมีเพียงพอที่จะปลูกพืชตระกูลถั่วอายุสั้น โดยเฉพาะถั่วเขียว ซึ่งมีอายุ 60 วัน หรือพืชหมุนเวียนอื่นๆ ที่จะช่วยในเรื่องการลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ โดยปลูกหลังจากที่ได้ไถฟางกลบลงไปในดินแล้ว การปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการทำนายังใช้น้ำน้อยและเพิ่มไนโตรเจน โดยเชื้อจุลินทรีย์ที่ปมรากถั่วจะตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นปุ๋ยในดิน
3.เป็นแหล่งของธาตุอาหารพืช ฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน และธาตุอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช
4.ฟางข้าวช่วยทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินนามีมากขึ้น ดินมีความชื้นพอเหมาะ การย่อยสลายจะเร็ว และไม่เกิดสารพิษ จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในนา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าวหรือวัชพืชให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยคลุกเคล้าลงไปในดิน เป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้จุลินทรีย์ตรึงธาตุไนโตรเจนมาเป็นปุ๋ยและให้ธาตุอาหารให้แก่ข้าว สร้างความเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงขึ้น
5.ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดิน ที่เป็นกรดหรือเป็นด่างให้เกิดความสมดุลในตัวมันเอง ดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึงดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 0 ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึงดินที่มีค่า pH สูงกว่า 7.0 ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง ถ้าหากท่านเอาฟางไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองทันที6.ช่วยรักษาหน้าดินตามธรรมชาติของดิน ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุมหรือกั้นเอาไว้ หน้าของดินจะเสื่อมสลายและสูญเสียไปกับการชะล้างพังทลายจากน้ำ แสงแดด และลม
คุณค่ามหาศาลของฟางข้าว ใช้ฟางข้าวคลุมแปลงเกษตร7.สร้างระบบนิเวศ ถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลัก จะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น ช่วยให้เกิดวัฏจักรชีวิตของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน ตามธรรมชาติดินที่ว่างเปล่าหรือดินโล้น จะเป็นดินป่วย ดินดาน ดังนั้น ถ้าหากเราปลูกพืชลงไปพืชผักจะอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโต ศัตรูของพืชก็จะมาทำลาย แต่ดินที่คลุมด้วยฟาง จะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน ดินที่คลุมด้วยฟางก็จะเป็นอาณาจักรของสัตว์ต่างๆ เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ การระบาดของแมลงศัตรูพืชก็จะค่อยๆ หายไปโดยที่เราไม่ต้องไปใช้สารขับไล่แมลง
แหล่งที่มา:งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ : http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep49/agri/fan.html,https://www.svgroup.co.th

ประวัติหลวงพ่อคูณและภาพหลวงพ่อคูณในช่วงวัยต่างๆ แต่ละภาพล้วนหาดูยากและทรงคุณค่า

0

ประวัติหลวงพ่อคูณและภาพหลวงพ่อคูณในช่วงวัยต่างๆ แต่ละภาพล้วนหาดูยากและทรงคุณค่า หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธหรือพระเทพวิทยาคม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์ บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็กจึงต้องไปอยู่กับน้าสาวในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือกับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉายและพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคมให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย เมื่ออายุครบการอุปสมบทคือ อายุได้ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487(หลักฐานบางแห่งว่า ปี 2486)ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่าปริสุทโธ หลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อนแล้วหลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง) หลวงพ่อแดงเป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัดและทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่งจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

รูปที่ 1

รูปที่ 2

รูปที่ 3

รูปที่ 4

รูปที่ 5

รูปที่ 6

รูปที่ 7

รูปที่ 8

รูปที่ 9

รูปที่ 10

รูปที่ 11

รูปที่ 12

รูปที่ 13

รูปที่ 14

รูปที่ 15

รูปที่ 16

รูปที่ 17

รูปที่ 18

รูปที่ 19

รูปที่ 20

รูปที่ 21

รูปที่ 22

รูปที่ 23

รูปที่ 24

รูปที่ 25

รูปที่ 26

รูปที่ 27

รูปที่ 28

รูปที่ 29

รูปที่ 30

รูปที่ 31

รูปที่ 32

รูปที่ 33

รูปที่ 34

แหล่งที่มา:เพจที่นี่นครราชสีมา

ตัวอย่างการไก่เลี้ยงยามว่างหลังเลิกงานอาชีพเสริมสร้างรายได้และความสุข

0

ตัวอย่างการไก่เลี้ยงยามว่างหลังเลิกงานอาชีพเสริมสร้างรายได้และความสุข ไก่พื้นเมืองไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกี่ศตวรรษก็ยังเป็นที่นิยมเลี้ยงและเป็นเกมกีฬามาตั้งแต่สมัยโบราณทำให้ไก่ชนยังไม่จางหายไปจากสังคมไทยซึ่งเด็กตามต่างจังหวัดก็ยังได้ใช้เวลาในช่วงว่างจากเรียนหนังสือมาเลี้ยงไก่และดูแลในสิ่งที่รักยามว่าง จึงเกิดเป็นอาชีพเพาะไก่สร้างสายใหม่ๆ เกิดเป็นรายได้ให้กับผู้ที่รักและชื่นชอบดีไม่น้อยทีเดียวคุณชำนาญ ช่วยชูเชิด อยู่บ้านเลขที่ 77/143 หมู่ที่ 12 แขวงลาดยาว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงไก่มาตั้งแต่เด็กจึงใช้เวลาว่างจากงานประจำในช่วงเช้าเย็นและช่วงวันหยุดเพาะไก่ให้มีความหลากหลายสามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ยามว่างให้กับเขาได้เป็นอย่างดีคุณชำนาญเล่าให้ฟังว่า มีความชื่นชอบการเลี้ยงไก่ตั้งแต่เด็กซึ่งเขาเองมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีต่อมาเมื่อจบการศึกษาจึงได้เดินทางเข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครซึ่งทำให้ในระยะนั้นยังไม่ได้มีเวลามาเลี้ยงไก่ชนมากนักแต่เมื่อมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดยังต่างจังหวัด

พองานประจำผมเริ่มลงตัวเหมือนเราจัดสรรเวลาได้มากขึ้นพอมีเวลาช่วงเช้าและวันหยุดต่างๆ เลยทำให้ตัดสินใจที่อยากจะนำไก่มาเลี้ยงอย่างจริงจังเพราะช่วงนั้นมันก็เหมือนเรากลับบ้านต่างจังหวัดที ก็ไปดูทีไม่ได้ทุ่มเทอย่างจริงจังพอไก่ที่เรารวบรวมเริ่มมีมากขึ้น ขยายเรื่อยๆ ทีนี้ก็รู้สึกว่าอยากจะนำมาเลี้ยงในพื้นที่บริเวณบ้านที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจมาทำฟาร์มอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2558 คุณชำนาญเล่าถึงที่มาของการทำฟาร์มไก่ในช่วงแรกที่เริ่มทำฟาร์มใหม่ๆ คุณชำนาญบอกว่ายังไม่ได้คิดที่จะทำเป็นการค้ามากนักทำเป็นงานยามว่างไว้เลี้ยงเพลิดเพลิน จากการทำงานประจำต่อมาเมื่อได้นำไก่ออกไปชนตามสนามต่างๆ มีลูกค้าที่เห็นและชื่นชอบในเชิงไก่ของเขาจึงได้มีติดต่อขอซื้อเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้มีการเพาะและพัฒนาสายจนเกิดเป็นรายได้เสริมมาถึงทุกวันนี้ในขั้นตอนของการเพาะให้ได้ลูกไก่ชนที่มีลักษณะดีคุณชำนาญบอกว่า จะคัดเลือกดูตามความเหมาะสม

หลายตัวดังนั้นการเพาะแต่ละครั้งจะมีการลุ้นอยู่เสมอ ซึ่งจะเลือกให้มีอายุ 1 ปี และลงสนามแข่งขันจนได้รับรางวัลมาบ้างส่วนแม่ใช้ไก่สาวที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป บางครั้งก็ต้องใช้จินตนาการว่าเราจะใช้แม่ไก่แบบนี้แล้วเราต้องการนำพ่อแบบไหนมาผสมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ลูกไก่ออกมาแบบนี้ ก่อนที่จะจับคู่ 1 สัปดาห์จะทำการบำรุงพ่อแม่ให้มีโครงสร้างที่สมบูรณ์ก่อนให้กินอาหารพร้อมกับบำรุงหลังจากจับคู่แล้วแม่ไก่ก็จะให้ไข่ออกมาใช้เวลาฟักประมาณ 21 วัน พอได้ลูกไก่ออกมาเป็นตัวจะปล่อยให้แม่ไก่เลี้ยงลูกประมาณ 1 เดือน จากนั้นก็แยกแม่ไก่ออกมาทำการบำรุงและจับ

เหมือนเดิมส่วนลูกไก่ก็มาเลี้ยงในที่ที่เตรียมไว้คุณชำนาญบอกลูกไก่ที่แยกออกจากแม่เมื่อได้อายุ 1 เดือนคุณชำนาญบอกว่า โดยในช่วงนี้ให้กินอาหารหมูนมเม็ดเล็กเลี้ยงอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 เดือนเท่ากับว่าลูกไก่จะมีอายุในระยะนี้อยู่ที่ 3 เดือนจากนั้นนำลูกไก่ทั้งหมดไปปล่อยเลี้ยงในพื้นที่กว้างให้อยู่กันและหากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่บ้านเกิดในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยปล่อยเลี้ยงให้อยู่ภายในฝูงอีก 4 เดือนจากนั้นเมื่อเห็นว่าไก่ที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติมีลักษณะที่สมบูรณ์ดีแล้วจึงนำมาคัดรูปทรงและลักษณะเด่นต่างๆ ต่อไปพอเราเห็นแววของไก่แต่ละตัวว่ามีลักษณะที่ดีสามารถฝึกนำไปชนได้จะนำมาคัดเลี้ยงใส่สุ่มไว้ พร้อมทั้งฝึกสอนในเรื่องต่างๆ เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับไก่เพื่อดูชั้นเชิงว่าได้แบบที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ถ้ามีแววก็นำมาพัฒนาต่อไปจนสามารถเข้าสู่สนามได้โดยไก่ที่ใหญ่เต็มที่แล้วจะเน้นให้กินข้าวเปลือกเป็นหลักเพื่อให้ไก่ไม่อ้วนจนเกินไป

 

เป็นการใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานมาทำในสิ่งที่รักนั้นก็คือเลี้ยงไก่แต่เมื่อนำไก่ที่ฝึกเองกับมือไปผ่านลงในสนามต่างๆ และได้รับรางวัลกลับมาจึงช่วยเป็นสิ่งการันตีว่าไก่ภายในฟาร์มมีคุณภาพมีลูกค้าตามมาชมไก่ถึงภายในฟาร์มเพื่อติดต่อขอซื้อการที่ไก่ชนจะขายได้ระยะเวลาถือว่าสำคัญเพราะเราต้องพาไก่ไปหลายสนามเพื่อไปลองเชิงฝึกประสบการณ์ต่างๆ เมื่อรางวัลที่ได้กลับมามันก็จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำเพราะเราทำด้วยใจรักจริงๆ อย่างพอเริ่มเป็นที่รู้จักก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้อไก่จากฟาร์มเรื่อยๆ อย่างลูกไก่อายุ 3 เดือน 1 คู่ ขายอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท ส่วนไก่หนุ่มอายุ 8 เดือน ผ่านการคัดและฝึกจนมีแวว ราคาต่อตัวก็อยู่ที่ 2,000-2,500 บาท ซึ่งโดยส่วนมากลูกค้าที่ซื้อจะชอบไก่ที่ผ่านการคัดแล้วมากกว่า เพราะเหมือนซื้อไปแล้วไม่ต้องมาลุ้นแววเหมือนไก่ไซร์เล็กคุณชำนาญบอก

ขอบคุณแหล่งที่มาของเนื้อหา: https://www.technologychaoban.com

“หญ้าขน” คุณค่าทางอาหารสูงเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตได้ดี

0

หญ้าขนอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่คุณค่าทางอาหารสูงเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตได้ดีหญ้าขน(Para Grass)จัดเป็นหญ้าที่นิยมปลูก เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถเติบโตได้ดีทั้งพื้นที่ดอนและชุ่มน้ำ นอกจากนั้นยังเป็นหญ้าที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง การแพร่กระจายหญ้าขนหญ้าขนเป็นหญ้าที่เติบโตได้ทั้งพื้นที่ดอน พื้นที่ลุ่มและพื้นที่น้ำขัง สามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาคมักพบตามริมขอบแม่น้ำคลองชลประทาน,อ่างเก็บน้ำ,พื้นที่ชุ่มน้ำและพบได้ตามแปลงหญ้าของผู้เลี้ยงโค กระบือทั่วไปโดยถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472 โดยนายอาร์ พี โจนส์ลักษณะทางพฤกษศาสตร์1.ลำต้นหญ้าขนเป็นหญ้าอายุข้ามปี มีลำต้นเป็นไหล แตกลำต้นใหม่ตั้งตรงหรือเลื้อยไปตามผิวดิน ลำต้นสามารถสูงหรือเลื้อยได้ยาวกว่า 1 เมตร และอาจพบความสูงหรือความยาวได้มากถึง 3 เมตร โดยลำต้นจะมีลักษณะกลม มีลักษณะเป็นข้อปล้อง ผิวลำต้นเรียบ สีเขียวสด มีขนปกคลุม
2.ใบใบหญ้าขน แทงออกเป็นใบเดี่ยว ประกอบด้วยกาบใบยาวที่หุ้มรอบลำต้นยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร และมีหูใบที่อยู่ระหว่างรอยต่อของกาบใบและแผ่นใบส่วนแผ่นใบมีลักษณะเรียวยาวและแผ่แบนสีเขียวอ่อน ขนาดใบกว้าง 0.5-2 เซนติเมตร ยาว 15-30 เซนติเมตร ผิวใบทั้งด้านล่าง และด้านบนปกคลุมด้วยขนอ่อนนุ่ม
3.ดอกดอกหญ้าขนมีลักษณะออกดอกเป็นช่อ มีดอกย่อยเป็นสีเหลืองประโยชน์หญ้าขนหญ้าขนนิยมปลูกสำหรับใช้เป็นอาหารหยาบสำหรับโค กระบือ เนื่องจากปลูกง่ายเติบโตเร็วและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินหญ้าขนถูกจัดให้เป็นพืชชายน้ำที่เติบโตในพื้นที่น้ำขังได้ จึงสามารถใช้ในระบบบึงประดิษฐ์ได้คุณค่าทางโภชนาการหญ้าขน (% ของวัตถุแห้ง)หญ้าขนมีเปอร์เซ็นต์ของวัตถุแห้งจากหญ้าขนสด ประมาณ 20.69% ซึ่งพบคุณค่าทางโภชนาการเมื่อคำนวณจากวัตถุแห้งดังนี้คุณสมบัติหญ้าขนสำหรับพืชอาหารลำต้นแตกไหลแพร่กระจาย และเติบโตได้รวดเร็ว สามารถขึ้นได้ทั้งพื้นที่น้ำขังพื้นที่ดินชุ่มมากและพื้นที่ดอนค่อนข้างแล้งมีคุณค่าทางโภชนาการทางด้านอาหารสูงและแทะเล็มจากโค กระบือได้ดีลำต้นสามารถขึ้นใหม่ได้รวดเร็ว และมีอัตราการให้ผลผลิตสูงที่ 1-5 ตัน/ไร่การปลูกหญ้าขนการปลูกหญ้าขนส่วนมากนิยมปลูกด้วยการแยกไหลไม่นิยมใช้การเพาะเมล็ด เพราะหญ้าขนติดดอกและเมล็ดยาก หรือหากเพาะด้วยเมล็ดจะมีอัตราการงอกต่ำการเตรียมแปลงสำหรับการปลูกหญ้าขนแบ่งได้ 2 ลักษณะคือแปลงพื้นที่ชุ่มหรือมีน้ำขังซึ่งจะต้องทำการไถกลบดินก่อน ทั้งนี้ก่อนปลูก หากมีน้ำขังต้องปล่อยน้ำออกให้ดินชุ่มพอเหมาะก่อนเพราะหากดินชุ่มมากหรือมีน้ำขังอาจทำให้ไหลหญ้าขนเติบโตไม่ดี ตากดินนาน 7-14 หลังจากนั้น วางไหลและไถกลบได้เลยวันซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขังขั้นตอนการปลูกการปลูกด้วยไหลนิยมตัดไหลหญ้าขนให้ยาว 20-25 เซนติเมตรโดยให้มีข้อประมาณ 2-3 ข้อก่อนจะนำวางในระยะ 50-60 เซนติเมตร/เส้นไหล และใช้ดินกลบหรือวางกระจายให้ทั่วแปลงแล้วใช้วิธีไถกลบ ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดจะใช้วิธีการหว่าน ซึ่งจะใช้เมล็ดประมาณ 0.2-0.25 กิโลกรัม/ไร่ การให้น้ำการปลูกหญ้าขนโดยทั่วไปจะปล่อยให้เติบโตด้วยการอาศัยน้ำฝน และความชื้นดินตามธรรมชาติแต่หากในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีฝนตก ควรให้น้ำเป็นระยะ 1-2 ครั้ง/อาทิตย์
การใส่ปุ๋ยการใส่ปุ๋ยจะเริ่มใส่ครั้งแรกในขั้นตอนการเตรียมแปลงระยะหลังปลูก 1-3 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตัน/ไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 10-20 กิโลกรัม โดยใส่จำนวน 2 ครั้ง ก่อนตัดในเดือนที่ 4 และหลังตัดแล้ว 2 อาทิตย์ให้ใส่อีกครั้ง
การเก็บเกี่ยวหลังจากการปลูกหญ้าขนแล้วประมาณ 120 วันหรือประมาณ 4 เดือนแต่อาจตัดก่อนได้ หากลำต้นสูงพอเหมาะก็สามรถเก็บเกี่ยวได้โดยให้ตัดสูงจากพื้นดินประมาณ 10 เซนติเมตรและตัดได้ในทุกๆ 40-45 วัน ซึ่งจะให้น้ำหนักประมาณ 250-260 กิโลกรัม/ครั้งในระยะการปล่อยให้เติบโตที่ 40-45 วัน
เอกสารอ้างอิง1) จีระชัย กาญจนพฤฒิพงศ์. 2549 การจัดการฝูงโคนม

การปลูกและดูแลหญ้ากรีนแพนิค(Green Panic) หรือหญ้ากินนีสีม่วง

0

การปลูกและดูแลหญ้ากรีนแพนิค(Green Panic) หรือบ้านเราเรียกหญ้ากินนีสีม่วงหญ้ากรีนแพนิค(Green Panic)หรือบ้านเราเรียกหญ้ากินนีสีม่วงที่นิยมชนิดหนึ่ง เนื่องจากลำต้น และใบมีขนาดใหญ่ใบมีความอ่อนนุ่มไม่มีขนทำให้เป็นที่ชอบของโคกระบือนอกจากนั้นยังเป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูงรวมถึงให้ผลผลิตต่อไร่สูงเช่นกันประวัติและการแพร่กระจาย หญ้ากินนีสีม่วง มีถิ่นกำเนิดในประเทศแทนซาเนีย(Tanzania)ทวีปแอฟริกาและพบแพร่กระจายทั่วไปในทุกประเทศของแอฟริกาซึ่งนิยมปลูกสำหรับเป็นอาหารโค กระบือหรืออื่นๆ ส่วนประเทศไทยนำเข้าหญ้ากินนีสีม่วง มาปลูกครั้งแรกจากประเทศไอเวอรีโคสท์ ทวีปแอฟริกา ในปี พ.ศ. 2518 สาย K187B โดยนายกีร์ โรแบร์ ที่ปรึกษาของกรป.ต่อมาตั้งชื่อพันธุ์เป็นกินนี TD58 และต่อมาจึงเรียกเป็นกินนีสีม่วงเนื่องจากมีโคนต้น,หน่อและช่อดอกเป็นสีม่วงนิยมปลูกกันในทุกภาคลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้นหญ้ากินนีสีม่วงเป็นหญ้าที่มีอายุหลายปีลำต้นเติบโตและแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่คล้ายกับกอตะไคร้หน่อใหม่มีสีม่วงเข้มหรือเขียวอมม่วงลำต้นโตจะเป็นกอตั้งตรงผิวลำต้นเกลี้ยงไม่มีขนลำต้นมีความสูงประมาณ 1.8–2.4 เมตร โคนลำต้นมีสีม่วงใบหญ้ากินนีสีม่วงออกเป็นใบเดี่ยวแผ่นใบสีเขียวเข้มใบมีขนาด 20–22 มิลลิเมตร ยาว 80–85 เซนติเมตรในช่วงเก็บเกี่ยวบริเวณผิวใบและกาบใบไม่มีขนดอกหญ้ากินนีสีม่วงออกเป็นช่อแบบแตกแขนงสีเขียวอมสีม่วงกว้างประมาณ 12-30 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15–40 เซนติเมตร กลุ่มดอกมีสีม่วงอมเขียวเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 90-110 วัน หรือมีความสูงของลำต้นประมาณ 220 เซนติเมตร และปกติจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมช่อดอกใช้เวลาประมาณ 23 วันในการแตกช่อเมล็ดหญ้ากินนีสีม่วงมีรูปร่างรียาวความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดมีสีม่วงอมเขียวน้ำหนักเมล็ด 1 กรัม จะมีเมล็ดประมาณ 1,200–2,400 เมล็ดการเลือกเมล็ดหญ้ากินนีสีม่วงที่ใช้ปลูกควรเป็นเมล็ดแก่ที่เก็บจากต้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เพราะระยะนี้เป็นระยะพักตัวของเมล็ดและหลังจาก 3 เดือนแล้วเมล็ดหญ้ากินนีสีม่วงจะมีอัตราการงอกที่สูงกว่า 3 เดือนแรกหลังการเก็บการเตรียมแปลงเตรียมแปลงด้วยการไถกลบดินอื่นๆ ออกให้หมดก่อนหลังจากนั้นหว่านปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ประมาณ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยคอกอัตรา 2-4 ตันต่อไร่แล้วไถพรวนดินอีกครั้ง
วิธีปลูกหญ้ากินนีสีม่วง
1.การหว่านเมล็ดการหว่านเมล็ดจะใช้เมล็ดประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ทั้งแบบหว่านโดยไม่กลบเมล็ดหรือหว่านโรยเป็นแถวๆแล้วคราดกลบเมล็ด
2.การแยกหน่อและตัดต้นปลูกการแยกหน่อหรือตัดต้นปลูก ทำได้ด้วยการขุดแยกหน่อจากกอมาปลูกโดยเลือกหน่อที่มีอายุประมาณ 20–30 วัน 1 ไร่ ใช้หน่อประมาณ 400 กิโลกรัม ปลูกเป็นหลุมๆ หลุมละ 3 หน่อ ระยะห่างของหลุมที่ 50×50 เซนติเมตร ส่วนการตัดต้นปลูกจะนำต้นหญ้ากินนีสีม่วงมาตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร โดยให้มีข้อ 2-3 ข้อ ก่อนนำมาปักลงดินปลูกเป็นช่วงๆ ระยะห่างเท่ากับการปลูกแบบใช้หน่อ3.การให้น้ำการปลูกหญ้ากินนีสีม่วงควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเพื่อให้หญ้าได้รับน้ำจากฝนตามธรรมชาติแต่หากมีระบบชลประทานเข้าถึงก็สามารถให้น้ำได้เช่นกันโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ซึ่งควรให้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์
4.การใส่ปุ๋ยสำหรับการปลูกด้วยการใช้หน่อหรือตัดท่อนพันธุ์ใส่ปุ๋ย ในระยะ1-2 เดือนแรกหลังการปลูกแต่หากปลูกด้วยการหว่านเมล็ด และการหว่านทั้งแปลงปุ๋ยที่ใส่เป็นสูตร 24-12-12 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่5.การเก็บเกี่ยวผลผลิตหญ้ากินนีสีม่วงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 4 ครั้งต่อปีโดยในปีแรกสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 6.4 ตันต่อไร่ส่วนปีที่ 2 ให้ผลผลิตน้อยลงเหลือประมาณ 3.49 ตันต่อไร่วิธีเก็บเกี่ยวหญ้ากินนีสีม่วงได้แก่ การใช้เคียว,การใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายตัดแล้วโกยเก็บ,การใช้เครื่องยนต์ตัดเก็บ ทั้งนี้ควรตัดทั้งลำต้นควรตัดให้เหลือตอสูงจากพื้นประมาณ 5 เซนติเมตรโดยตัดครั้งแรกที่อายุหลังปลูกในช่วง 60-70 วัน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 30-40 วัน แต่ไม่ควรเกิน 40 วัน6.การดูแลหลังเก็บเกี่ยวหลังการตัดหญ้าทุกครั้ง 1-2 อาทิตย์ ให้หว่านด้วยปุ๋ยสูตร15-15-15 อัตรา10-20 กิโลกรัมต่อไร่ร่วมกับปุ๋ยคอกประมาณ 2 ตันต่อไร่ นอกจากนั้นจำเป็นต้องให้น้ำอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์โดยเฉพาะในฤดูแล้งแต่หากตัดในฤดูฝนอาจปล่อยให้ได้รับน้ำฝนตามธรรมชาติ
ที่มา:http://www.fao.org/ag/agp/agpc/doc/gbase/data/pf000279.h

เทคนิคการตรวจเชคสภาพไก่ก่อนออกแข่งขัน

0

การตรวจดูความพร้อมก่อนนำไก่ก่อนออกแข่งขันการตรวจสภาพร่างกายดูความสมบูรณ์ของไก่ก่อนนำไก่ออกชนเป็นสิ่งสำคัญหากไก่ที่จะไม่มีความพร้อมสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เพราะฉะนั้น ควรตรวจความพร้อมให้แน่ใจและสิ่งที่ต้องย้ำเตือนใจผู้เลี้ยงอยู่เสมอคือไก่พูดไม่ได้ไก่ไม่สามารถบอกเราได้ว่ามันไม่จะแสดงอาการออกมาให้ลักษณะต่างๆ คนเลี้ยงต้องหมั่นสังเกตุพฤติกรรมการออกกำลัง การกินและการนอนของไก่อยู่เสมอการตรวจความสมบูรณ์ของไก่เบื้องต้นนั้น มีอะไรบ้างไปดูกันอากัปกิริยาไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นจะต้องมีอากัปกิริยาตื่นตัวอยู่เสมอขันดีตีปีก คึกคัก กระฉับกระเฉงกระปรี้กระเปร่าแสดงถึงความสมบูรณ์หากว่าไก่มีอาการตอบสนองช้าไม่ตื่นตัวง่วงเหงาหาวนอนแสดงว่าไก่ไม่สมบูรณ์ไม่ควรนำไก่ออกผิวพรรณไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นจะต้องมีผิวหนังสีแดงสดอยู่ตลอดเวลาผิวหนังต้องหนาดูเป็นมันความหนาผิวหนังอยู่ที่การเลี้ยงและที่สำคัญต้องไม่ถอดสีไม่ขาวหากไก่ที่เลี้ยงมีอาการหน้าถอดสี เดี๋ยวแดงแสดงว่าไก่ตัวนั้นยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรนำไก่ออกการกินอาหารและการขับถ่ายไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้น หลังการออกกำลังจะต้องกินอาหารได้เต็มกระเพาะหากกินข้าวตอนเย็นเช้ามาย่อยหมดแสดงถึงความสมบูรณ์การขับถ่ายจะต้องมีลักษณะเป็นก้อนเป็นแท่งไม่แข็งหรือเหลวจนเกินไปหรือเป็นหลอดสม่ำเสมอสีค่อนข้างเขียวไม่เป็นน้ำหากขับถ่ายเป็นน้ำไม่ควรนำไก่ออกปีกและน้ำขนไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นต้องมีน้ำขนเป็นมันเงาไม่แห้งกรอบ สนับปีกต้องแน่นขนปีกต้องครบทุกเส้น หากมีขนปีกหักหลุดต้องเสริมปีกให้เรียบร้อยไก่ที่จะออกชนต้องไม่หลุดแซมไก่ที่หลุดถ่ายขนร่างกายจะไม่สมบูรณ์หมดแรงง่ายเพราะพลังงานส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการสร้างขนใหม่ไม่ควรนำไก่ออก น้ำหนักตัวไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้น น้ำหนักตัวต้องเหมาะสมสมดุลกับโครงสร้างในการปล้ำต้องวิเคราะห์ดูว่าน้ำหนักตัวเท่าใดไก่เราถึงจะบินดีหากบินดีแต่ตีเบาให้เพิ่มน้ำหนักหากตีเข้าเป้าแต่บินตกยืนพื้นไม่ค่อยดีให้ลดลงแต่ถ้าหากเก็บปีกบินดีถือว่าสมดุลลงตัวให้จำน้ำหนักช่วงนี้ไว้และคุมน้ำหนักให้ได้เท่าเดิมจนถึงวันออกเมื่อคุมน้ำหนักได้ดีแล้วจับดูจะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวไก่จะหน่วงลงไปที่ขาทั้งสองข้างพอดีแสดงถึงความสมบูรณ์

สภาพทั่วไปไก่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นสภาพทั่วไปต้องปกติการเดินการยืน ขา นิ้ว เล็บ เดือย ต้องไม่มีอาการหากไก่มีการยืนยกขาด้านใดด้านหนึ่งอยู่เป็นประจำแสดงว่าไก่เจ็บขาหรืออาจจะเจ็บบริเวณอุ้งเท้าเดือยต้องแข็งแรงมั่นคงไม่โยกคลอนต้องหมั่นสังเกตุให้ดีว่าไก่เจ็บส่วนใดหากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนำไก่ออกชน

เทคนิคการนำไก่เดินทางไกลๆ การนำไก่ไปชนไกลๆ บางครั้งอาจจะต้องเดินทางไกลถึง 200-300 กิโลกว่าจะไปถึงไก่เราอาจจะเมื่อยล้าทำให้ตีผิดฟอร์มได้ครับวิธีนี้อาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยอย่าให้ไก่กินข้าวเปลือกก่อนออกเดินทางที่ไม่ให้ไก่กินข้าวเปลือกตอนเดินทางก็เพราะว่าเป็นอาหารที่ย่อยยากหากไก่เกิดแพ้อากาศขึ้นมาจะล้างท้องออกลำบาก

ให้หยอดไวตามิโนให้ไก่กินสัก 4-5 หยดแทนอาหารอื่นๆหมายเหตุไวตามิโนเป็นสารอาหารที่ไก่ชนสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันทีไม่ต้องผ่านกระเพาะย่อยควรให้ไวตามินโน 4-5 หยดเทียบเท่าข้าวประมาณ 1 กระเพาะไก่จะอิ่มแต่จะไม่จุกเสียดเหมือนกินข้าวเปลือกไวตามิโนเป็นวิตามินเสริมกรดอะมิโน(โปรตีน)

การเดินทางไปไกลๆ นิยมนำไก่ใส่กล่องในการวางกล่องใส่ไก่นั้นวิธีที่ดีควรจะวางกล่องไก่ไปตามขวางกับตัวรถเพื่อป้องกันไม่ให้ไก่โยกหน้าโยกหลังเวลาที่รถเบรคหากไก่โยกหน้าโยกหลังบ่อยๆ จะเกิดอาการตกใจหรือวิงเวียนพาลจะผิดฟอร์มได้ไก่อยู่ในรถไม่ควรให้ถูกแอร์โดยตรงไม่ว่าจะอุ้มหรืออยู่ในกล่องควรจะหาผ้าหรือมุ้งคุมปิดให้ดีในการเดินทางเกิน 1 ชั่วโมงนั้นทุก 1 ชั่วโมงควรจอดรถเพื่อให้ไก่ได้พักเดินยืดเส้นยืดสายและกระพือปีกบ้างพักสัก 10-15 นาที จากนั้นค่อยออกเดินทางต่อ เมื่อถึงสนามแล้วเอาไก่มาหยอนคอเพื่อเอาเสลดออกนำไก่เข้าสุ่มรอการเปรียบต่อไป

หญ้ากินนีมอมบาซ่า(Mombasa guinea) อีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร

0

หญ้ากินนีมอมบาซ่า(Mombasa guinea) อีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร หญ้ากินนีมอมบาซ่า(Mombasa guinea)เป็นหญ้าสายกินนีซึ่งมาจากอเมริกาใต้โดยมีลักษณะคล้ายกับกินนีแต่มีลักษณะแตกต่างกันตรงการแตกกอขนาดของลำต้นและใบคือแตกกอเร็วทรงพุ่มใหญ่ลำต้นและใบมีขนาดใหญ่มีสีเขียวนวลที่สำคัญมีน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งมากกว่า

 

 

สายกินนีคุณภาพโปรตีนเฉลี่ย 8-10% สามารถปลูกที่ดอนทนแล้งเหมาะสำหรับการตัดและแทะเล็มไม่หนักเริ่มผลิตและจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2550 ปลูกโดยหว่านอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝนลักษณะและความสำคัญหญ้ากินนีมอมบาซ่าเป็นหญ้าสายกินนีที่มีถิ่น

 

 

กำเนิดแถบอเมริกาใต้มีอายุหลายปีเจริญเติบโตแบบกอตั้งตรงมีใบขนาดใหญ่ดกมีลำต้นสูงใหญ่กว่าหญ้ากินนีสีม่วงหญ้ากินนีมอมบาซ่าเป็นหญ้าเขตร้อนที่มีคุณภาพดีให้ผลผลิตสูงกล่าวคือมีโปรตีนหยาบสูงเฉลี่ย 8-12%ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 4-6 ตันต่อไร่ต่อปี สามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่และเจริญเติบโตได้ในสภาพร่มเงาเป็นหญ้าที่เหมาะแก่การตัดหรือปล่อยแทะเล็มได้เทคนิคการปลูกและการดูแลหญ้าการเตรียมพื้นที่ปลูกควรเลือกพื้นที่ปลูกที่เป็นที่ดอนดินร่วนปนทรายมีความชื้นที่พอ

 

 

ไม่ควรเป็นดินทรายจัดไม่มีร่มเงามากเพื่อให้หญ้าได้รับแสงเต็มที่และที่สำคัญไม่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมควรเตรียมดินอย่างดีโดยไถเตรียมดิน 2-3 ครั้งในฤดูแล้งและไถพรวนดินอีกครั้งก่อนปลูกย่อยดินให้ละเอียดร่วนซุยการปลูกไถเตรียมดินตากดินไว้ประมาณ5-7วันอาจใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินจากนั้นก็ไถพรวนดินให้ละเอียดเมื่อดินมีความชื้นที่เหมาะสมหว่านเมล็ดในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลงส่วนการปลูกด้วยการเพาะกล้าจะใช้เมล็ด 1 กิโลกรัมหว่านเมล็ดตามขนาด

 

 

แปลงใช้คราดเกลี่ยดินกลบรดน้ำให้ชุ่มเมล็ดจะงอกในช่วง 7-14 วัน เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรหรือมีอายุประมาณ 30 วัน จึงย้ายไปปลูกในแปลงที่มีการเตรียมดินแล้วซึ่งสามารถใช้ปลูกได้ในพื้นที่ 2-3 ไร่ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเริ่มเตรียมดินตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนและหว่านเมล็ดได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนดินจะมีความชื้นสูงเหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดการจัดการดูแลรักษาการใส่ปุ๋ยก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร15-15-15ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่เป็นปุ๋ยรองพื้นหลังจากหว่านเมล็ดสองสัปดาห์หรือภาย

 

 

หลังจากต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่และควรใส่ปุ๋ยหลังการตัดทุกครั้งอาจเป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยการให้น้ำในช่วงฤดูแล้งควรมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นหญ้ามีความสมบูรณ์และควรตัดหญ้าทุก 45-60 วันเพราะช่วงนี้หญ้าจะเจริญเติบโตช้าหากขาดน้ำส่วนในฤดูฝนดินมีความชื้นเพียงพอจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำต้นหญ้า

 

การตัดหลังจากปลูกหญ้ากินนีมอมบาซ่าควรตัดครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุประมาณ 60 วัน หลังจากนั้นในฤดูฝนสามารถตัดได้ทุก 30-45 วัน ส่วนในฤดูแล้งควรตัดทุก 45-60 วัน เนื่องจากหญ้าจะเจริญเติบโตช้า การเตรียมดินโดยการไถและตากดินอย่างน้อย 7 วัน หลังจากปลูกหญ้าในช่วง 3-4 สัปดาห์ การนำไปใช้ประโยชน์การปลูกด้วยเมล็ดใช้อัตราหว่าน

 

 

2 กิโลกรัมต่อไร่เมื่อหญ้ามีอายุ 60 วันสามารถตัดหญ้าให้กินเป็นครั้งแรกและตัดครั้งต่อไปทุกๆ 30-45 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดินประมาณ 10-15 เซนติเมตรหลังจากการตัดทุกครั้งควรใส่ปุ๋ยสูตร15-15-15 ในอัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่หรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินหญ้ากินนีมอมบาซ่าเหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารหลักได้ทุกชนิดโดยเฉพาะโคนมและโคเนื้อสามารถปล่อยแทะเล็มได้นอกจากนี้ยังสามารถทำเป็นหญ้าแห้งหรือหญ้าหมักได้ดีการจัดการในปีแรกหญ้ากินนีมอมบาซ่าสามารถตัดปล่อยแทะเล็มครั้งแรกได้เมื่อหญ้ามีอายุ

 

ประมาณ 60 วันเพื่อให้หญ้ามีระบบรากและต้นที่แข็งแรงก่อนจากนั้นตัดครั้งต่อไปเฉลี่ยทุกๆ 30-45 วันหรือเมื่อหญ้ามีความสูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร ซึ่งในช่วงนี้หญ้าจะมีคุณภาพทางโภชนาอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งนี้ไม่ควรตัดหญ้าปล่อยเข้าแทะเล็มอย่างใดอย่างหนึ่งบ่อยเกินไปในปีแรกของการปลูกควรตัดหรือปล่อยเข้าแทะเล็มแบบหมุนเวียนสลับกันไป

 

 

และควรตัดหญ้าให้มีความสูงเหนือระดับพื้น 5-10เซนติเมตร หลังจากนั้น พักแปลงเพื่อให้หญ้าได้เจริญเติบโตต่อไปหญ้ากินนีมอมบาซ่าสามารถใช้เป็นอาหาร เช่น โคเนื้อ,โคนม,กระบือ,ม้าหรือแพะ เป็นต้นสามารถให้ในรูปของหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมักก็ได้การจัดการหลังการตัดและแทะเล็มหลังจากการตัดหรือปล่อยแทะเล็มหญ้าจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้งปุ๋ยที่แนะนำคือปุ๋ยสูตร15-15-15หรือปุ๋ย 46-0-0ในอัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่โดยอาจใส่สลับกันก็ได้สำหรับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ สามารถใส่ได้ตามความต้องการในช่วงฤดูแล้งควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินและต้น

 

 

หญ้าการเก็บรักษาเมล็ดควรปลูกในปีนั้นแต่หากต้องการเก็บเมล็ดไว้ในอุณหภูมิห้องควรเป็นที่แห้งและสูงจากพื้นดินอยู่ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวกแต่ไม่ควรเก็บเมล็ดนานเกินกว่า 2 ปี เนื่องความงอกของเมล็ดจะลดลงอย่างรวดเร็วหากเก็บนานกว่านั้นเมล็ดอาจไม่มีความงอกเลยต้นหญ้ากินนีมอมบาซ่าแปลงปลูกด้วยการหว่านเมล็ดแปลงปลูกแบบแบ่งระยะห่างปล่อยเข้าแทะเล็มแปลงหลังเก็บเกี่ยวเมล็ดการตัดหญ้ากินนีมอมบาซ่าสำหรับเลี้ยงม้า(ประเทศสเปน)

ขอบคุณเนื้อหาดีๆจากแหล่งที่มา:https://www.ubonforageseeds.com/th/seeds/mombasa/สนใจเมล็ดติดต่อที่อยู่ด้านล่างสำนักงานโทร: 045-353-524