ไก่งวงปัจจุบันเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงอย่างแน่นอนเราจะมีแนวทางและวิธีการอย่างไร ซึ่งปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทาง คือ เลี้ยงเพื่อการจำหน่ายตัวลูกไก่งวงและเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเนื้อไก่งวงคุณธนศักดิ์ คำด่าง เป็นหนึ่งในเกษตรที่หันมาให้ความสนใจเพาะเลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชริของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่บ้านเลขที่ 209 หมู่ที่ 4 บ้านโคกก่อง ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนมคุณธนศักดิ์ เล่าให้ว่าว่า เดิมประกอบอาชีพรับราชการครู ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ตนมีความรู้สึกว่าไม่ชอบอาชีพข้าราชการ จึงตัดสินใจลาออกและไปศึกษาด้านกฏหมายต่อแต่ก็ยังไม่ชอบ จนสุดท้ายตัดสินใจไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นศึกษาเรื่องเกี่ยวกับดินเป็นหลัก ตลอดระยะเวลาที่อยู่ญีปุ่นได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น เห็นความแตกกต่างของกลุ่ม คือ คนทำงานภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรที่ประกอบชีพเพาะปลูกคนที่ทำงานภาคอุตสาหกรรม ต้องทำงานหนัก ตื่นเช้าแต่กลับบ้านดึก ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ผิดกับภาคการเกษตรที่เป็นเจ้านายของตัวเอง มีรายได้ อยากทำงานเวลาไหนก็ได้ มีความเป็นอิสระภาพที่สูง จึงตั้งปฏิธานให้กับตัวเองว่า จะทำอาชีพที่ไม่ออกไปหาเงินจะให้เงินเดินเข้ามาหาและไม่ทำงานกินเงินเดือนเหมือนที่เคยทำมาหลังจากเรียนจบ คุณธนศักดิ์ คุณธนศักดิ์ หันมาให้ความสำคัญและหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเริ่มนำวัวเข้ามาเลี้ยงบน พื้นที่ 70 ไร่ มีวัวกว่า 200 ตัว แต่ด้วยปัญหาตลาดไม่มีแหล่งรับชื้อ ทำให้ต้องหยุดเลี้ยง และกลับมาคิดถึงแนวทางการทำการเกษตรที่ผสมผสานโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ 40 20 30 10 ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของคุณธนศักดิ์ เริ่มจากการขุดบ่อเลี้ยงปลา และนำสัตว์ปี เช่น เป็ดและไก่ไข่มาเลี้ยงโดยสร้างโรงเรือนให้อยู่เหนือบ่อเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่อื่นๆลงไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว สมุนไพร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ด้วยการทำเกษตรนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ หากม่มีใจรักจะไม่สามารถไปถึงฝั่งได้ เพราะเนื่องจากว่าการทำเกษตรนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งสภาพภูมิอากาศ สภาพสังคม และทุน ในการขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ“เป็ด ไก่ไข่ ที่เลี้ยงต้องอาศัยและพึ่งพาปัจจัยภายนอกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อาธิ ลำ ข้าว ฉะนั้นอะไรที่เราตัดสินใจทำแล้วต้องพึงปัจจัยภายนอกมากเกินไปจะไปไม่รอด จึงต้องหยุด จากนั้นมาก่อนจะทำอะไรจะยึดหลักวิชาการเข้ามาประยุกต์ใช่ร่วมกัน โดยการเริ่มทำการศึกษาวิจัยและทดลองก่อนจะลงทุนทำ ซึ่งในนั้นได้ทำการศึกษาการเพาะเลี้ยงอยู่หลายอย่างไปทุกพื้นที่ ทุกภาค แต่ก็ยังไม่ถูกใจ จนกระทั่งได้ไปชิมต้มเส้นเนื้อไก่งวง สร้างความประทับใจ กลับมาจึงคิดจะหาไก่งวงมาเลี้ยงดูบ้าง”การเพาะเลี้ยงไก่งวงของคุณธนศักดิ์ เริ่มจากการเลี้ยงไว้บริโภคเองในครอบครัว พร้อมกับทำการศึกษาวิจัยการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ โดยเริ่มนำไก่งวง 16 มาเลี้ยงและทำการวิจัย ซึ่งทำให้พบว่าการเลี้ยงไก่งวงนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถพึงตนเองได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ พึงพาปัจจัยภายนอกเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงกันข้ามกันเป็ดและไก่ไข่ที่เคยเลี้ยงมา แต่อย่างไรก็ตามก็มีผลเสีย เนื่องจากไข่ไม่เป็นที่ไข่แล้วไม่สามารถกกให้ออกมาเป็นตัวได้ทั้งหมดมี อีกทั้งยังมีปัญหาเยียบกันไม่รอดทำให้เปอร์เซ็นต์รอดน้อยและที่สำคัญไม่มีตลาดรองรับ“การเลี้ยงไก่งวงมีความท้าท้าย แต่ด้วยเสน่ห์เนื้อที่มีรสชาติอร่อย ในบรรดาไก่ไม่มีไหนที่เทียบได้ อีกทั้งไมมีเงือนไขด้านเวลามากำหนดว่าต้องการตอนไหน ยิ่งแก่ยิ่งอร่อย จากนั้นเป็นต้นมาจึงพัฒนาการเลี้ยงทำในรูปแบบเชิงพาณิชย์ผสมผสานกับการปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ผลิตส่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนาม”สำหรับไก่งวงที่นำมาเลี้ยงจะมี 2 ชนิด คือหนึ่งอเมริกันบรอนช์ (American Bronze) เป็นไก่งวงมีน้ำหนักมากขนสีบรอนช์ปนน้ำตาลดำ ปลายขนสีขาวเล็กน้อย แข้งและนิ้วเท้าสีเทาอ่อนปนชมภูซีด ตาสีน้ำตาล จงอยปากสีเทาอ่อน สองเบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ (Beltsvill Small White) ซึ่งมีขนาดตัวปานกลางและขนาดเล็ก ขนสีขาว หนังสีขาว แข้งและนิ้วเท้าสีชมภูซีด ตาสีน้ำตาล จงอยปากสีเทาอ่อน มีการเจริญเติบโตในระยะเล็กจนกระทั่งถึงโตเต็มวัยเร็วมาก หน้าอกกว้าง และเป็นที่ยอมรับในเรื่องรสชาติของผู้บริโภค“การเลี้ยงไก่งวงทั้งสองชนิดจะดูตามความเหมาะสมของปริมาณและพื้นที่ ถ้าเลี้ยงมากต้องทำเป็นโรงเรือนที่แข็งแรงมั่นคง คอกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งหลังคามุงสังกระสี กระเบื้อง หรือหญ้าคาให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อย่าให้อับชื้น ทำความสะอาดได้ง่ายแต่ละอาทิตย์จะต้องทำความสะอาดคอกเปลี่ยนวัสดุรองพื้น ใช้ปูนขาวโรย ล้างอุปกรณ์ ให้น้ำอาหาร ซึ่งจะทำในช่วงที่ปล่อยไก่งวงเดินออกกำลังกาย ดังนั้นโรงเรือนจะมีลักษณะล้อมด้วยตาข่ายหรือรั้วไม้กว้างๆ แล้วมีโรงเรือนที่มีหลังคาอยู่ บริเวณกลางคอก หรือด้านข้างไว้สำหรับให้ไก่งวงหลบแดดหลบฝนและสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ไก่งวงในโรงเรือนคือทำคอนให้ไก่งวง เพราะนิสัยของไก่งวงชอบนอนที่สูงเนื่องจากไก่งวงมีสายของไก่ป่าจึงมีร่างกายที่แข็งแรลักษณะของคอนนอนจะต้องเป็นไม้กลมไม่มีเหลี่ยม เช่น ไม้ไผ่ อีกทั้งภายในโรงเรือนจะหากล่องหรือโอ่งดินเผาขนาดเล็กไว้สำหรับให้ไก่งวงวางไข่ซึ่งไก่งวงที่สามารถว่างไข่ได้จะมีอายุ 7-8 เดือน โดยจะมีปริมาณไข่ต่อแม่ต่อปีประมาณ 57-97 ตัว ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อตีเป็นตัวเลขสามารถสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ประมาณ 15,000-30,000 บาท/ตัว ซึ่งมีความคุ้มค่ากับการลงทุนและเวลา” ในหนึ่งโรงเรือนขนาดพื้นที่ 3 x 6 คุณธนศักดิ์จะปล่อยไก่งวงประมาณ 150 ตัว มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่หากเป็นโรงเรือนพ่อแม่ไก่จะมีอัตราการปล่อยตัวผู้และตัวเมีย 1:7 ซึ่งการคัดเลือกพ่อแม่นั้นดูได้จากนิสัยของไก่ เลือกไก่ที่มีลักษณะที่สัยเป็นมิตรไมตรี มีเยื่อใย เพราะเวลาที่ไก่งวงกกไข่สามารถเข้าไปใกล้ได้โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ไก่วงวว่างไข่จำเป็นต้องเก็บไข่ออกมาใส่ตู้ฟักไข่ที่ใช้อยู่ทั่วไปควบคุมอุณหภูมิและความชื้นจนกว่าจะฟักออกเป็นตัวก่อนนำไปอนุบาลจนแข็งแรงและไปปล่อยให้แม่เลี้ยงสามารถทำได้สำหรับอาหารเลี้ยงไก่งวง เกษตรกรที่นี่จะผสมเอง โดยใช้หญ้า หยวกกล้วย ผักบุ้งที่มีอยู่ในพื้นที่ อย่างละ 1 ส่วน เป็นส่วนผสมหลักและนำไปผสมกับมันสำปะหลังป่น 1 ส่วน รำ 4 ส่วน และปลาป่นอีก 1 ส่วน มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อใช้เป็นอาหารข้นสำหรับไก่งวง นอกจากนี้ได้นำพืชสมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกในสวน เช่น เหงือกปลาหมอ ฟ้าทลายโจร ขมิ้นชัน ไพร มาบดและผสมในอาหารโดยให้อาหารข้นวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้าและให้เศษหญ้า เศษผักเป็นอาหารเสริมในช่วงบ่าย
สำหรับใครที่สนใจในอาชีพเพาะเลี้ยงไก่งวง อยากศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ สามารถติดต่อสอบได้ที่คุณธนศักดิ์ คำด่าง โทรศัพท์ (089)863-6513

แห่ล่งที่มา:https://www.khaosod.co.th/

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here