กัญชาสมารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงเหรอ โดย นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ผู้เขียนหนังสือ “กัญชาคือยารักษามะเร็ง” ได้ออกมาให้รายละเอียดกับผู้ที่เป็นมะเร็งเเละล่าสุดนายแพทย์รายนี้ได้แชร์คลิปวีดีโอผู้ป่วยหญิงชาวออสเตเรีย ใช้กัญชารักษามะเร็งปอดระยะสุดท้าย จนสามารถหายจากโรคได้ภายใน 6 เดือนซึ่งทำให้รู้ว่ากัญชาสมารถรักษาได้จริงเเละสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ดูมากเเละยังเปิดเผยอีกว่า
นายแพทย์สมยศเปิดเผยว่า ในต่างประเทศกัญชาถูกสกัดขายในรูปแบบของยาสมุนไพร ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต้องซื้อมาปรุงเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีต้มหรือสูบ แต่สำหรับประเทศไทยไม่มีจำหน่าย เพราะตามกฎหมายยังถือว่าเป็นสารเสพติดให้โทษอยู่ซึ่งในต่าประเทศมีการแก้กฎหมายหลายประเทศแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน เยอรมัน และเนเธอร์แลนด์

โดยล่าสุดประเทศออสเตเรีย เพิ่งประกาศแก้กฎหมายไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการปลูกกัญชากันแล้วด้วย ส่งผลให้มีผู้ป่วยหญิงชาวออสเตเรียที่แอบใช้กัญชารักษาโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้ายด้วยตัวเอง กล้าออกมาแชร์คลิปบนยูทูป โดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มลับๆ ที่มีการวิจัยยาสมุนไพรชนิดนี้ จนกระทั่งหายจากโรคภายใน 6 เดือน พร้อมกับโชว์ผลการตรวจด้วยวิธี Pet Scan มายืนยันว่า เชื้อมะเร็งได้หายไปจากร่างกายแล้วจริงๆ
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ภส.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาเปิดเผยต่อกรณีดังกล่าวว่า ยังไม่มียาจากกัญชาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา เนื่องจากไม่มีข้อมูลศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนเพียงพอ ที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้รักษาโรคมะเร็ง ซึ่งในประเทศไทยกัญชาจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะได้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

“มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ในต่างประเทศ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย สหรัฐอเมริกาก็ยังไม่มีการรับรองให้มีการนำพืชกัญชามาใช้รักษาโรคมะเร็ง อย.ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของกัญชาในการนำมาใช้บำบัดรักษาทางการแพทย์ จึงได้ส่งร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษที่มีการแก้ไขให้ ป.ป.ส. เพื่อประกอบการจัดทำร่างประมวลกฎหมาย ซึ่งร่างประมวลกฎหมายนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับหลักการของร่างฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอย.ไม่เคยปิดกั้นความก้าวหน้าทางวิชาการแต่อย่างใด” รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ อย. ระบุ
เช่นเดียวกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ เผยข้อมูลว่า ปัจจุบันการใช้กัญชาทางการแพทย์ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมทั้งในประเทศไทย ยกเว้นบางรัฐในสหรัฐอเมริกา และในแคนาดา ซึ่งทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ ในการบำบัดรักษาเพื่อประคับประคองตามอาการในผู้ป่วยโรคมะเร็ง นอกจากนี้การเสพกัญชาต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอได้

การใช้กัญชารักษาโรคมะเร็ง
ต่อจากตอนที่แล้ว ซึ่งเป็นภาพรวมของกัญชา วันนี้ผมจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญ คือการใช้กัญชารักษามะเร็ง ผมขออนุญาตแสดงความเห็นดังนี้ผมเห็นด้วย กับการแถลงของคณะกรรมการและยา พร้อมทั้งข้อคิดเห็นจากผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มียาจากกัญชาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อการรักษาโรคมะเร็งแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนเพียงพอ ที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้รักษาโรคมะเร็งแต่ผมไม่คัดค้านในบางข้อมูลที่เกี่ยวกับการทดลอง เพื่อดูประสิทธิภาพของกัญชาเกี่ยวกับมะเร็ง ดังเช่นตัวอย่างรายงานการศึกษา ในหนูที่แสดงว่า Cannabinoids อาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด พร้อมกันนี้ในการศึกษาต่อเนื่อง 2 ปี พบความสัมพันธ์ของปริมาณกัญชากับการลดลงของมะเร็งตับ รวมทั้งการลดลงของการเกิดเนื้องอกหรือติ่งเนื้อ (Polyps and Adenomas) ในอวัยวะต่างๆ เช่น เต้านม มดลูก ตับอ่อน เป็นต้น

กัญชากับการการเกิดมะเร็ง
มีได้ 2 ประเด็น คือ กัญชา เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งและกัญชาเป็นตัวลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในเรื่องความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกิดจากกัญชานั้น มีรายงานการศึกษาหนึ่ง ที่มีประชากร 430 คน ที่เสพกัญชา เทียบกับกลุ่มควบคุม 778 คน พบว่ากลุ่มที่เสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งปอด คือสูบบุหรี่ร่วมกับเสพกัญชาจะสูงกว่ากลุ่มที่ไม่สูบกัญชาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนด้านตรงข้ามที่มีการศึกษาในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ แต่เป็นการศึกษาย้อนหลังในประชากรชาย 64,855 คน อายุ 15 -49 ปีในอเมริกา ผลการศึกษา ไม่พบความสัมพันธ์ในการเกิดของมะเร็งของผู้เสพกัญชากับกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ แต่ในผู้ไม่สูบบุหรี่กลับพบว่ามีความสัมพันธ์กับมะเร็งต่อมลูกหมากยังมีอีกหลายรายงานที่แสดงถึงการไม่มีความสัมพันธ์ จึงสรุปได้ว่า มีการพบจริง เช่น มะเร็งศีรษะลำคอ แต่ก็ยังต้องศึกษาปัจจัยของการติดเชื้อไวรัส HPV ด้วยว่าเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม ก็มีรายงานการพบมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่ลดลงในกลุ่มที่เสพกัญชา โดยศึกษาในผู้ชาย 84,170 คน ติดตามที่ 16 ปี พบการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ที่เสพกัญชา 89 คน เทียบกับ 190 คน ที่ไม่เสพกัญชา ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชา ซึ่งพบว่าการสูบในลักษณะนี้เพียง 4 มวน จะเท่ากับการสูบบุหรี่ 20 มวน หรือ 1 ซอง ซึ่งจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่าคนสูบบุหรี่ธรรมดาถึง 5 เท่า อีกทั้งกัญชายังมีสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ แม้จะมีผู้กล่าวอ้างว่า การสูบกัญชาจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำมันดิบที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่ในกัญชานั้นมีสาร THC ที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบที่เกิดจากน้ำมันดิบได้ จึงเป็นสาเหตุให้การสูบกัญชาไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดเหมือนการสูบบุหรี่ทั่วไปเห็นไหมครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ที่จะมากล่าวให้คนเชื่อจริงจังว่า ไม่ต้องกลัวมะเร็งอีกต่อไป เพราะมีกัญชาที่รักษาก็ได้ ป้องกันก็ดีโปรดใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้ดีและถ้าวงการแพทย์จะใช้ก็คงจะมีการพิจารณาใช้อย่างเหมาะสมชัดเจนกว่านี้ ซึ่งผมจะนำเสนอในตอนต่อไป

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here