“หนุมาน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน” เด่นทางคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด
ในวงการพระเครื่อง นักสะสมพระเครื่อง มักจะพูดคล้องจองติดปากกันว่า “เสือหลวงพ่อปาน หนุมานหลวงพ่อสุ่น” แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถในการปลุกเสกเครื่องรางของขลังแต่ละชนิด ของแต่ละพระเกจิอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญคาถาอาคมไม่เหมือนกันถ้าเป็นเรื่องหนุมานของพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าต้องยกให้หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เกาะเกร็ดเดิมทีไม่ได้เป็นเกาะเป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปเหมือนแหลมจากพื้นแผ่นดินของอำเภอปากเกร็ดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลอ้อมผ่านไปชื่อเดิมคือบ้านแหลมในสมัยแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าหากขุดคลองลัดตรงบ้านแหลมแล้วระยะทางจะสั้น เรือจะสัญจรไปมาได้สะดวก จึงโปรดให้ขุดคลองลัด เมื่อพ.ศ.๒๒๖๕ เรียกว่าคลองลัดเกร็ดน้อยโดยมีความกว้างเพียง ๖ วา เท่านั้นต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศ เซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ เลยเรียกชื่อแผ่นดินที่ถูกคลองขุด ตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่นี้ว่าเกาะศาลากุนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ระบุในโฉนดชื่อว่าเกาะศาลากุนตามชื่อวัดศาลากุนที่สร้างโดยเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) ตั้งแต่สมัยธนบุรี ต่อมาเมื่อตั้ง อ.ปากเกร็ด จึงเรียกเป็น เกาะเกร็ดวัดศาลากุน ตั้งอยู่เกือบกลางเกาะเกร็ด ท้องที่หมู่ ๓ บ้านเกาะศาลากุนการเดินทางไปยังวัดนี้ ถ้าหากข้ามเรือที่ท่าวัดกลางเกร็ดเมื่อขึ้นที่ท่าเกาะเกร็ด จะมีถนนไปถึงวัดนี้ได้ ระยะทางประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร กล่าวกันว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าเช่นกันเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เนื่องจากดินริมแม่น้ำงอกขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันนี้จึงอยู่เกือบกลางเกาะเกร็ด โบราณสถานของวัดล้วนสร้างขึ้นใหม่ คืออุโบสถลักษณะทรงโบราณ ๒ ชั้น ศาลาการเปรียญหอสวดมนต์เจดีย์และกุฏิสงฆ์และยังมีโบราณวัตถุเก่า เช่น โต๊ะหมู่บูชาขนาดใหญ่ประดับมุกเครื่องแก้วเจียระไน และหีบศพประดับมุก“ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกรหนึ่งในสยาม” เป็นสมญานามที่คนในวงการพระเครื่องตั้งให้กับหนุมาน หลวงปู่สุ่นนับเป็นสุดยอดของขลังหนึ่งในชุดเบญจภาคีเครื่องรางของขลังของวงการ นักสะสมใฝ่หาไว้มาครอบครองบูชาไม่แพ้เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อปานโดยเฉพาะนักสะสมรุ่นใหม่ไฟแรงแพงไม่ว่าขอให้แท้เป็นทุ่มเข้าสู้ทันทีหลวงพ่อสุ่นเรียนวิชาปลุกเสกหนุมาน จากพระนาคทัศน์ คาถาหนุมานคาถากำกับหนุมานให้ว่า “นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห”มีเรื่องเล่าว่าในยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรซึ่งนำโดยพ.อ.พระยาพหลพลหยุหเสนากับคณะทหารและพลเรือนที่อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“คณะปฏิวัติ” ในครั้งนั้นท่านได้ไปหาหลวงพ่อสุ่นทั้งนี้หลวงพ่อสุ่นให้หนุมานหน้าโขนมาตัวหนึ่งโดยให้พกติดตัว พร้อมกับบอกในลักษณะที่ว่าผ่านไปสักพักเรื่องเลวร้ายก็ผ่านไปด้วยดีในที่สุดก็เป็นอย่างที่หลวงพ่อสุ่นพูดภายหลังพ.อ.พระยาพหลพลหยุหเสนานำเรือที่เป็นพาหนะส่วนตัวถวายหวงพ่อสุ่นปัจจุบันนี้ยังปรากฏว่ามีอยู่จากนั้นพุทธคุณของหนุมานหลวงพ่อสุ่นก็เป็นที่ร่ำรือว่ามีพุทธคุณเด่นทางคง กระพันชาตรี แคล้วคลาดสำหรับจำนวนการสร้างหนุมานหลวงพ่อสุ่นนั้น ลุงด้วง สุขทอง (เกิด พ.ศ.๒๔๖๑) บุตรชายของ นายปลิว สุขทอง อดีตมัคทายกวัดศาลากุน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกับหลวงพ่อสุ่น ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างหนุมานของหลวงพ่อสุ่นว่าหนุมานแกะจากไม้รากพุดซ้อนและงาช้างขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันช่างแกะชื่อนายมี ไม่ทราบนามสกุลแกะเป็นรูหนุมานทรงเครื่องและไม่ทรงเครื่องตัวไม่ใหญ่โตมากนักกว้างประมาณครึ่งนิ้วสูงประมาณ ๑ นิ้วเศษโดยมีการสร้างครั้งใหญ่ๆ อยู่ ๒ ครั้งคือครั้งแรกสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ จำนวนการสร้างไม่มากนัก น่าจะไม่เกิน ๑๐๐ ตัว แกะจากไม้รากพุดซ้อน เป็นหนุมานไม่ทรงเครื่อง ทำแจกฟรีในงานบุญต่างๆ ของวัดโดยไม่มีการจำหน่ายครั้งที่ ๒ สร้างปลาย พ.ศ. ๒๔๗๐-พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยนำออกจ่ายแจกในงานทอดกฐินของวัดศาลากุนใน พ.ศ.๒๔๗๒ หนุมานที่ทำในคราวนั้นมีทั้งแบบทรงเครื่องหน้าโขนและหนุมานหน้ากระบี่ไม่ทรงเครื่องแกะจากไม้รากพุดซ้อนและงานช้างจำนวนการสร้างประมาณ ๒๐๐ ตัว ญาติโยมทางกรุงเทพฯได้รับแจกไปจำนวนมากเพราะเป็นเจ้าภาพในบุญทอดกฐินปีนั้นลักษณะการแกะแกะเป็นรูปหนุมานนั่ง ยองๆ จับเข่า อ้าปากเห็นลิ้นกับฟันมีทั้งแบบทรงเครื่องหน้าโขนและหน้ากระบี่ไม่ทรงเครื่องทั้งนี้แบบทรงเครื่องดูสวยงามและอลังการมากกว่า แต่ต้องพิจารณาให้ดี เพราะหนุมานของหลวงพ่อสุ่น มีของทำเลียนแบบจำนวนมากต้องพิจารณาจากความเก่าของงาและไม้ที่นำมาแกะสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ ชัดเจนคือหนุมานหลวงพ่อสุ่นถ้าเป็นเนื้อไม้จะมีรอยร้าวและเนื้อไม้จะแห้งส่วนหนุมานเนื้องาแกะเนื้อจะต้องแห้งเก่าแต่แฝงด้วยความฉ่ำแบบเดียวกับงาแกะเนื้อหลวงพ่อเดิมอย่างไรก็ตามหลวงพ่อสุ่นไม่มีประวัติการเรียนอาคมจากพระเกจิอาจารย์ท่านใดไม่มีประวัติแน่ชัดแต่ก็มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเรียนมาจากหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงเพราะหลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อกลิ่นเคยสนทนากันว่า “เมื่อร่ำเรียนวิชามาแล้ว ก็ต้องทำของแจกชาวบ้านบ้าง” โดยการสร้างหนุมานทั้ง ๒ ครั้งหลวงพ่อสุ่นจะปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถคาถาปลุกหนุมานผู้เคยใช้หนุมานหลวงพ่อสุ่นต่างมีความเชื่อว่ามีพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาดคงกระพันและมหาอำนาจ
ส่วนประวัติของหลวงพ่อสุ่นไม่เป็นที่กระจ่างนักเล่ากันว่าท่านชื่อสุ่น นามสกุลปานกล่ำเป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิดเกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๓๕ เมื่อบวชแล้วได้ฉายาว่าจันทโชติแปลว่ารุ่งเรืองดุจจันทร์เพ็ญ ไม่ปรากฏนามพระอุปัชฌาย์อาจารย์จำพรรษาอยู่ที่วัดศาลากุน ตั้งแต่หนุ่ม ปลูกต้นรักและต้นพุดซ้อนดูแลอย่างดีตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมภารด้วยการทำน้ำมนต์รดต้นไม้ทั้งสองเสมอมาเมื่อเป็นสมภารคลองวัดจึงให้ลูกศิษย์ขุดรากไม้รักและพุดซ้อนตากจนแห้งให้ช่างมีฝีมือแกะเป็นรูปหนุมานทรงเครื่องสวยงามนอกจากนี้แล้วหลวงพ่อสุ่นยังเป็นหนึ่งในพระคณาจาจารย์ผู้ลงอักขระบนแผ่นทองแดงใช้เป็นมวล สารในการจัดสร้างเหรียญที่ระลึกวัดราชบพิธฯ ครั้งที่ ๔ (พ.ศ.๒๔๘๑) หลวงพ่อสุ่นเป็นสหธรรมิกของหลวงพ่อกลิ่น วัดสะพานสูง โดยมีอายุมากกว่าหลวงพ่อกลิ่นประมาณ ๕ ปี เมื่อราว พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๒ หลวงพ่อสุ่นมรณภาพสิริอายุประมาณ ๗๘ ปี ในวันประชุมเพลิงหลวงพ่อสุ่นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ นั้น หลวงพ่อกลิ่นมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง
ขอบคุณที่มาจากคมชัดลึกและ www.tumsrivichai.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here