โรคหวัดหน้าบวมเป็นโรคที่สร้างปัญหาในกลุ่มผู้เลี้ยงและพัฒนาไก่มาอย่างต่อเนื่อง จากลักษณะอาการที่เริ่มจากซึม กินอาหารและน้ำน้อย จากนั้นเริ่มไอจามและมีน้ำมูกใสแต่เหนียว น้ำตาไหล โพรงจมูกบวมแดง สุดท้ายในตัวที่ป่วยรุนแรงจะเสียชีวิตในที่สุด แม้ตัวโรคเองจะมีอัตราการตายที่ต่ำ แต่ก็ทำให้ไก่อ่อนแอและอาจมีอาการแทรกซ้อนจากเชื้ออื่นซึ่งจะทำให้อัตราการตายในฝูงสูงขึ้นมาก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อได้จากเพียงแค่การสัมผัสไก่ป่วย และเชื้อที่ออกมากับเสมหะจากการไอหรือจามมาปนเปื้อนในน้ำ อาหาร เครื่องมือเครื่องใช้ในคอกเลี้ยง หรือติดจากสัตว์ภาหะเช่นนกพิราบ ซึ่งด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้เมื่อเริ่มติดเชื้อที่โดยเฉลี่ย 10 วันก่อนแสดงอาการ ก็ได้ติดเชื้อทั้งฝูงไปแล้ว เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้คือเชื้อ Avibacterium paragallinarum (เอวิแบคทีเรียม พารากาลลินารุ่ม) เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งทำให้เกิดโรคโดยการเกาะติดกับทางเดินหายใจ แบ่งตัวและแสดงความเป็นพิษโดย 2 ส่วน ส่วนแรกคือผนังเซลล์ของแบคทีเรียมีความเป็นพิษ(Endotoxin)ทำให้ไก่เป็นไข้ซึ่งถ้าเชื้อแบ่งตัวได้เยอะๆไก่จะมีไข้สูง ช็อกและตายได้ ส่วนที่สองคือสารที่หลั่งออกมาจากตัวเชื้อแบคทีเรีย(Exotoxin) มี2แบบ แบบแรกไม่สลายตัวด้วยความร้อน พวกนี้ทำให้เกิดการอักเสบที่ทางเดินหายใจ ไก่จะหายใจลำบากมีเสียงครอกและมีน้ำมูก สารพิษอีกพวกหนึ่งสลายตัวด้วยความร้อน พวกนี้ทำให้เกิดการขับน้ำจากเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอย ทำให้เกิดการบวมน้ำที่ชั้นใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะที่หน้าและข้างแก้ม ทำให้เกิดอาการที่เราเรียกกันว่า หน้าบวม
การป่วยจากเชื้อโรคชนิดนี้อาจไม่ถึงตายในบางกรณีแต่ก็เป็นเพียงพาหะของเชื้อ ซึ่งการรักษาสามารถทำให้หายขาดได้ โดยมีแนวทางการรักษาคือ 1)ฆ่าเชื้อโรค 2)ลดไข้ ปวดและบวม 3)บำรุงให้แข็งแรง โดยที่การฆ่าเชื้อ
1.เพื่อทำให้หายขาด ทำได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะพวก เจนต้ามัยซิน(เจนต้าโนว่า10%)

สเปคติโนมัยซิน อะมอกซีซิลลิน(อะมอกซิเคล15% LA, ยูรามอก, โนวามอกซีน10%)

และเอนโรฟลอกซาซิน(เอ็นโร-100, ซิวาควินอล100, เจนฟล็อกซิน) จะฆ่าเชื้อได้ดี แต่หากต้องการยาที่ดื้อยายากขึ้นก็จะเป็นพวกยาผสม เช่น ลิโคมัยซินผสมกับสเปคติโนมัยซิน(ลินโคสเป็ค) และอะมอกซิซิลินผสมกับกรดควาวูลานิค(อะมอกซีคาฟ) ส่วนอีริโทรมัยซิน(ไบโอ+บี12)และออกซีเตตราไซคลิน(อ็อกซิไคล) ฆ่าเชื้อได้น้อยหรือแทบฆ่าไม่ได้เลย อีกส่วนที่ช่วยในการรักษาให้ไก่หายป่วยเร็วขึ้นคือ การลดไข้ ปวดและบวม

2.ยาที่นิยมใช้มี 2 ตัวคือ กลุ่มสเตียรอยด์ พวก กลูโคคอติคอยด์ เช่น เด๊กซ่าเมธาโซน(เด๊กซาโซน,เด๊กซ่า0.2) ที่ให้ผลอย่างดีเยี่ยมที่สุดในการลดการบวมและการปวดที่เกิดจากการบวม แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถลดไข้ได้และหากใช้นานๆจะมีผลข้างเคียงเยอะมาก อีกตัวหนึ่งที่ใช้รักษาคือยาในกลุ่ม NSAID เป็นยาแก้ปวดลดไข้ ซึ่งยาคนที่เราคุ้นเคยกันดีคือ ยาพาราเซตามอล แต่ยาที่ใช้ได้ดีในไก่ได้แก่ ยาคาโปรเฟน และยาคีโตโพรเฟน ซึ่งยามีฤทธิ์แก้ปวด ลดบวม ลดไข้แต่การลดบวมจะได้ผลดีไม่เท่ากับสเตียรอยด์ ทั้งสองตัวที่กล่าวมานี้มักมีคนนำไปบรรจุขวดแล้วนำมาขายราคาแพงๆ แล้วอ้างว่ารักษาทุกโรคซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งบางตัวยังมีผลรุนแรงต่อตับจนสามารถทำให้เสียชีวิตได้แบบเฉียบพลันเช่น เช้ายังดีๆเย็นตายเลย3.การบำรุงร่างกายหลักการในการบำรุงร่างกายเมื่อเกิดความเจ็บป่วย คือการให้พลังงาน และให้โปรตีนร่วมกับแร่ธาตุเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไประหว่างที่ร่างกายมีปัญหา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรค ซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการป่วยและกระตุ้นการกิน ยาที่นิยมใช้ในการบำรุงได้แก่ ไบโอคาตาลิน (อ่านต่อที่ไบโอคาตาลิน) คาโตซาล(อ่านต่อที่คาโตซาล) เมตาโบลาส(อ่านต่อที่เมตาโบลาส) วิตามินบีรวม วิตามินบี12 ในกรณีที่ป่วยมาก(ทางเดินอาหารจะไม่ดูดซึมหรือดูดซึมได้น้อย) แต่ถ้าหากยังป่วยไม่มากก็สามารถใช้วิตามินละลายน้ำ(เอเดค126, มัลวิติน)ได้และให้ผลดีเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถรักษาอาการป่วยจากหวัดหน้าบวมได้ แต่อาจจะเหนื่อยซักหน่อย ซึ่งแม้วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาคือการป้องกัน โดยการฉีดวัคซีนซึ่งมักมีข้อเสียอยู่มากคือ วัคซีนมักขายในจำนวนมากๆเช่น 500-1000โดสซึ่งคงจะไม่คุ้มที่จะให้เฉพาะในไก่เพียงไม่กี่ตัว ที่เหลือก็ต้องทิ้งเพราะเก็บไว้ก็เสียจากการปนเปื้อน (ซึ่งยากมากสำหรับคนเลี้ยงไก่ที่จะป้องกันได้) ที่ขายโดสน้อยๆก็มักจะเป็นของปลอม หรือไม่มีทะเบียน ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง(ใช้แล้วก็ยังป่วย) หรือฉีดแล้วตายเลยก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาและพัฒนากันต่อไป ร้านทีวียาสัตว์หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เลี้ยงไก่ชน ซึ่งในโอกาสต่อไปจะนำเรื่องราวอื่นๆมาเล่าสู่กันฟังในลำดับต่อไป
แหล่งที่:มาเพจเฟสบุคร้านทีวียาสัตว์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here