ความหมาย 30 : 30 : 30 : 10 ตามแนวทฤษฎีใหม่ ของพ่อหลวง ร.9

0
494

ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ วันที่ 18 กรกฏาคม 2517 โดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทย าลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเน้นความสำคัญในการพัฒนาประเทศแบบสร้างพื้นฐานคือ ความพอมีพอกิน พอใช้ ต่อมาพระองค์มีพระราชดำรัสอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517 ณ ศาลาดุสิตดาลัยเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาทรงเน้นคำว่าพอมีพอกิน ดังนั้นคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง จึงมาจากจุดเริ่มต้นว่าพอมีพอกินพอใช้นั่นเอง

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง

1.เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศหรือภูมภาคหนึ่งๆในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ

2.เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถในระดับบุคคลที่ดำรงชีวิตได้อย่ างไม่เดือดร้อน

3.เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกิจที่ประกอบด้วยกิจกรรม 4 อย่ าง คือการผลิต การบริโภค การแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลตอบแทน

ทฤษฏีใหม่ขั้นที่ 1 ขั้นตอนการผลิต

1.ใน 30% แรกคือการขุดสระกักเก็บน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปีโดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้งหรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสั ต ว์และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โดยพระราชทานแนวทางการคำนวณว่า ต้องการน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการเพาะปลูก 1ไร่ โดยประมาณ

2. ใน 30% ที่สองคือการทำนาปลูกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปีโดยไม่ตองซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ เนื่องจากคนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักโดยมีหลักเกณฑ์เฉลี่ยเกษตกรบริโภคข้าว คนละ 200 กิโลกรัมข้าวเปลือกต่อปีซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี

3. ใน 30% ที่สามคือการปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชส มุ นไ พ ร อย่ า งผ ส มผสานกันและหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากหรือจากการบริโคก็สามารถนำไปขายได้

4.อีก 10% ที่เหลือคือ เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสั ต ว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ รวมทั้งคอกเลี้ยงสั ต ว์ เรือนเพาะช ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร

ทฤษฏีใหม่ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินการ

1.การผลิต (พั น ธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ ) เกษตกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพั น ธุ์พืช ปุ๋ย การจัดการน้ำและอื่นๆ

2.การตลาด (ลานตกข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายการผลิต) เมื่อมีผลผลิตแล้วจะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด

3.การเป็นอยู่ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ) ในขณะเดียวกันเกษตกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

4.สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) ในแต่ละชุมชนมรสวัสดิิการและบริการที่จำเป็น

5.การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชน

6.สังคมและศาสนา (ชุมชน วัด) ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น

ทฤษฏีใหม่ขั้นที่ 3 ขั้นก้าวหน้า

การร่วมมือกับแหล่งเงิน(ธนาคารและแหล่งพลังงาน) เมื่อกิจการขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 เจริญเติบโตเกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น เกษตกรควรพัฒนา ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่ 3 คือต้องร่วมมือกับแห่งเงินทุน(ธนาคาร) แหล่งพลังงาน(บริษัทน้ำมัน)และบริการโรงสีหรือบริษัทห้างร้านเอกชนมาช่วยพัฒนางานให้เจริญก้าวหน้าทั้งฝ่ายเกษตกรและฝ่ายธนาคารบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันคือ

1.เกษตกรขายข้าวได้ราคาสูง(ไม่ถูกกดราคา)

2.ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคราคาต่ำ(ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตกรและมาสีเอง)

3.เกษตกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคราคาต่ำ เนื่องจากรวมกันซื้อเ็ป็นจำนวนมาก(เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)

4.ธนาคารหรือบริษัทเอกชนจะสามารถกระจายบุคลากรเพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here