ยกเลิกมาตรา 7 สามารถใช้ประโยชน์จากไม้หวงห้ามในที่ดินของตนเองโดยไม่ต้องขออนุญาติเพื่อส่งเสริมการปลูกป่าและพัฒนาอุตสาหกรรมไม้

เกษตรกรรม

จากการที่ พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับใหม่อยู่ในระหว่างการจัดทำร่าง และปัจจุบันเพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็ปไซต์ ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การยกเลิกการขออนุญาตกันตัดโค่นไม้ห ว งห้ า ม (ยกเลิกมาตรา 7 และแก้ไขเพิ่มเติมจากประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ) ทางศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า ( RECOFTC ) ได้รวบรวมสาระสำคัญจากร่าง พ.ร.บ ป่าไม้ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้ภายในกลางปี 2562 ดังนี้
ทำไมต้องมีการแก้ พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับปัจจุบัน

เนื่องจากพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีการบังคับใช้มาเป็นเวลานาน และถูกสะท้อนว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีบทบัญญัติบางประการ เช่น มาตรา 7 และแก้ไขเพิ่มเติมจากประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ที่ได้กำหนดเกี่ยวกับไม้ห ว งห้ า มที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่า ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่อการทำไม้ในที่ดินของ

ประชาชน และบทบัญญัติที่บังคับถึงการอนุญาตทำไม้ การแปรรูปไม้ และการควบคุมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไม้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการการประกอบการเกี่ยวกับไม้ทั้งระบบ ตลอดถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการสัมปทานการทำไม้ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้มีการอนุญาตให้สัมปทานการทำไม้แล้ว รวมถึงบทบัญญัติที่กล่าวถึงการจัดการของกลาง ค่าธรรมเนียม มาตรการควบคุมผู้ประกอบการ มาตรการควบคุมการดูแลป่า ที่ไม่ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานาน จึงสมควรที่ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน

1.ฉบับใหม่ยกเลิกมาตรา 7 สามารถตัดไม้ที่ปลูกเองในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองได้ทุกชนิด
เนื่องจากมาตรา 7 พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และแก้ไขเพิ่มเติมจากประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ได้กําหนดให้ชนิดไม้ 18 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้พะยูง เป็นต้นไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เป็นไม้ห ว งห้ า มประเภท ก. ซึ่งต้องมีการขออนุญาตก่อนตัดโค่น หากมีการใช้ในที่ดินของตนเองโดยไม่ได้รับการอนุญาต จะต้องรับโ ท ษ 1- 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 2,000,000 บาท ประชาชนทั่วไปได้สะท้อนว่าบทบัญญัตินี้มีขั้นตอนการขออนุญาตที่มีความซับซ้อน โดยที่ทางการขาดการให้ความรุู้แก่ประชาชน จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่าต้องมีการขออนุญาตในการทําไม้ห ว งห้ า มประเภท ก. ตามชนิดไม้ข้างต้น จึงสร้างความหวาดก ลั วกับประชาชนว่าหากทำไม้จะถูกจับ มาตราดังกล่าวจึงไม่ส่งเสริมแรงจูงใจให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมไม้ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับใหม่จึงได้ยกเลิกมาตรา 7 เพื่อที่จะทำให้ไม่มีการกำหนดไม้ในประเภทดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นไม้ห ว ง ห้ า มในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของประชาชนอีกต่อไป โดยไม้ห ว งห้ า มจะมีเฉพาะในป่า เท่านั้น เท่านั้นที่จะต้องมีการควบคุมตามกฎหมายนี้ต่อไป ซึ่งคาดหวังว่าการแก้ไขนี้จะนำไปสู่การเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาระบบการรับรองไม้ในที่ดินของเอกชนเพื่อให้รู้แหล่งที่มาของไม้

2.ยกเลิกเรื่องการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่เข้าเขตด่านป่าไม้ (ยกเลิกมาตรา 40 และมาตรา 41) ในอดีต เมื่อมีการขนไม้จะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำด่านป่าไม้ทุกด่าน ซึ่งเป็นอุปสรรคและเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการและประชาชน เนื่องจากต้องเข้ารายงานทุกด่าน ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่กำหนดให้มีการแจ้งเฉพาะเขตด่านป่าไม้จุดนำเข้าและปลายทางเท่านั้น และยกเลิกเรื่องการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น

1.ฉบับใหม่ยกเลิกมาตรา 7 สามารถตัดไม้ที่ปลูกเองในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองได้ทุกชนิด เนื่องจากมาตรา 7 พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และแก้ไขเพิ่มเติมจากประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ได้กําหนดให้ชนิดไม้ 18 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้พะยูง เป็นต้นไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เป็นไม้ห ว งห้ า มประเภท ก. ซึ่งต้องมีการขออนุญาตก่อนตัดโค่น หากมีการใช้ในที่ดินของตนเองโดยไม่ได้รับการอนุญาต จะต้องรับโ ท ษ 1- 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 2,000,000 บาท ประชาชนทั่วไปได้สะท้อนว่าบทบัญญัตินี้มีขั้นตอนการขออนุญาตที่มีความซับซ้อน โดยที่ทางการขาดการให้ความรุู้แก่ประชาชน จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่าต้องมีการขออนุญาตในการทําไม้ห ว งห้ า มประเภท ก. ตามชนิดไม้ข้างต้น จึงสร้างความหวาดก ลั วกับประชาชนว่าหากทำไม้จะถูกจับ มาตราดังกล่าวจึงไม่ส่งเสริมแรงจูงใจให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมไม้ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับใหม่จึงได้ยกเลิกมาตรา 7 เพื่อที่จะทำให้ไม่มีการกำหนดไม้ในประเภทดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นไม้ห ว ง ห้ า มในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของประชาชนอีกต่อไป

โดยไม้หวงห้ามจะมีเฉพาะในป่า เท่านั้น เท่านั้นที่จะต้องมีการควบคุมตามกฎหมายนี้ต่อไป ซึ่งคาดหวังว่าการแก้ไขนี้จะนำไปสู่การเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาระบบการรับรองไม้ในที่ดินของเอกชนเพื่อให้รู้แหล่งที่มาของไม้
2.ยกเลิกเรื่องการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่เข้าเขตด่านป่าไม้ (ยกเลิกมาตรา 40 และมาตรา 41)ในอดีต เมื่อมีการขนไม้จะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำด่านป่าไม้ทุกด่าน ซึ่งเป็นอุปสรรคและเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการและประชาชน เนื่องจากต้องเข้ารายงานทุกด่าน ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่กำหนดให้มีการแจ้งเฉพาะเขตด่านป่าไม้จุดนำเข้าและปลายทางเท่านั้น และยกเลิกเรื่องการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น

เปลี่ยนชื่อใบเบิกทางเป็นใบอนุญาตนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ในการเคลื่อนย้ายไม้ ( ร่างมาตรา 32) เมื่อผู้ใดนำไม้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่หลังจากตัดโค่น จะต้องมีใบเบิกทาง เป็นเอกสารประกอบแนบไปกับการเคลื่อนย้ายไม้ ซึ่ง ใน พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับปรับปรุงแก้ไขมีการเปลี่ยนชื่อเป็นใบอนุญาตนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ให้มีความเหมาะสมกับหลักเกณฑ์ การอนุญาต และวิธีการตามกกระทรวงทรัพย์ฯ

3.เพิ่มหมวดการรับรองไม้ภาคสมัครใจ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ร่างมาตรา 28 และมาตรา 29)
ในร่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ได้เพิ่มหมวดการรับรองไม้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง หรือมีเจ้าของรับรอง เพื่อที่จะสามารถรับรองแหล่งที่มาของไม้ ซึ่งเป็นต้นทางในการขายไม้ หรือส่งออกไม้ในปัจจุบัน
4.มอบอำนาจให้อธิบดีกรมป่าไม้ในการอนุมัติคืนของกลางจากคดีความป่าไม้ (ร่างมาตรา 54 มาตรา 58 )

กรณีมีเจ้าของหรือมีสิทธิ์ในการขอรับคืน หากมีการคืนของกลางจากในคดีป่าไม้ เจ้าของหรือผู้มีสิทธิขอรับคืนของกลางจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้อธิบดีกรมป่าไม้มีอำนาจอนุมัติแทนรัฐมนตรี ในการอนุมัติในการคืนของกลางที่ตามอธิบดีกำหนด ซึ่งหากอธิบดีไม่อนุมัติคืนสามารถอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ซึ่งการมอบอำนาจให้กับอธิบดีทําให้ขั้นตอนมีความสะดวก รวดเร็ว และลดถูกการฟ้องจากการคืนของล่าช้า กรณีไม้ไม่มีเจ้าของ ของกลางนั้นนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามกำหนดระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนดเช่นกัน

5.ยกเลิกการสัมปทานไม้ (ยกเลิกมาตรา 68 มาตรา 76)
ในปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้สัมปทานการทำไม้แล้ว จึงมีการยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการสัมปทานาไม้ เช่น การจัดการของกลาง ค่าธรรมเนียม มาตรการควบคุมผู้ประกอบการ มาตรการควบคุมการดูแลป่าจากการสัมปทาน เนื่องจากไม่เหมาะสมกับสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน
6.กำหนดบทลงโ ท ษให้สูงขึ้นหากก่อสร้างหรือทํา ล า ยป่าเกิน 25 ไร่ (ร่างมาตรา 72 ร่างมาตรา 73) ใน พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับปรับปรุงแก้ไข กําหนดโ ท ษจำคุกไม่เกินตั้งแต่ 2 -15 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม หากมีการกระทําความผิดทํ า ล า ยป่าเกิน 25 ไร่ จะต้องเพิ่มเงินปรับตั้งแต่ 10,000 – 300,000 บาท จาก 100,000 บาท และหากฝ่าฝืน จะต้องถูกระวางโ ท ษปรับวันละ 1,000 บาท เพื่อเป็นการป้องปรามให้ประชาชนและผู้ประกอบการเกิดความเกรงก ลั วในบทลงโ ท ษ

7.กำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้ารัฐมีหน้าที่ตราประทับไม้ (ร่างมาตรา 30)
ร่าง พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับปรับปรุงแก้ไข ได้กำหนดไว้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประทับตรา ของตราประทับไม้ของรัฐบาลที่ใช้ประทับไม้ และให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เพราะปัจจุบันไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจในการออกระเบียบไว้ว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด
8.ยกเลิกตราประทับไม้ของเอกชน (ร่างมาตรา 77)
ปัจจุบันภาคเอกชนไม่มีการใช้ตราประทับไม้ ซึ่งมีการใช้แต่เพียงภาครัฐเท่านั้น จึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มีการยกเลิกการใช้ตราประทับไม้ในร่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับใหม่
9.กำหนดเพิ่มเติมให้ไม้ที่มีหนังสือรับรองของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม้ที่มีหนังสือรับรองของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม้ที่มีหลักฐานแสดงว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย (ร่างมาตรา 51 ข้อ 6และ7 )
ไม้ที่ตัดมาจากที่ดินกรรมสิทธิ์ จากเดิมมีปัญหาในการนําไม้เข้าสู่โรงงานแปรรูปไม้ เนื่องจากไม่มีที่มาของไม้ จึงไม่สามารถแสดงหลักฐานการครอบครองได้ ทั้งนี้จึงมีการข้อความให้มีการแสดงที่มาของไม้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 6 ไม้ที่มีหนังสือรับรองของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม้ที่มีหลักฐานแสดงว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 7 ไม้ที่อธิบดีกรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ไม้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ เป็นการเขียนรองรับเรื่องกระบวนการรับรองไม้และเขียนให้รองรับกับไม้ที่อธิบดีมีอำนาจอนุญาตนำไม้ไปให้ใช้ประโยชน์ ซึ่งประชาชนที่มีไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือผู้รับซื้อไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์สามารถนําเข้าไม้ในโรงงานแปรรูปไม้ได้อย่างสะดวกหากมีในขณะเดียวกันก็มอบอำนาจให้อธิบดีรับรองแหล่งที่มาของไม้
เเหล่งที่มา:http://www.lawamendment.go.th/index.php/laws-department/item/1221-27-256….( 10 เมษายน 2561)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *